เขตสังคมพืชระดับล่าง (Basal Zone) และ เขตสังคมพืชภูเขา(Mountain
Zone)
ทั้งสองเขตนี้เป็นสังคมพืชที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม เป็นป่าไม้ประเภทต่างๆ
เช่น ป่าผลัดใบ ป่าไม่ผลัดใบ ฯลฯ ในระดับสูงที่สุด ของเขตสังคมพืช ภูเขาจะเป็นป่าดิบเขา
โดยมีจุดสูงสุดอยู่ที่ แนวเขตป่าไม้(Timber Line) เป็นจุด สูงสุดที่สังคมไม้ยืนต้นจะเติบโตอยู่ได้
เขตสังคมพืชกึ่งอัลไพน์(Subalpine Zone) จะอยู่เหนือแนวเขตป่าไม้มีไม้พุ่มภูเขา
(Shrubs) ขึ้นร่วมกับพืชล้มลุก ไม้พุ่มภูเขาที่พบได้แก่ พืชสกุล โรโดเดนดรอน
เขตสังคมพืชอัลไพน์ (Alpine Zone ) จะอยู่เหนือกว่าระดับกึ่งอัลไพน์ มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าภูเขา
พืชที่ขึ้นอยู่ได้ มีแต่เพียงพืชล้มลุก
ระดับหิมะและธารน้ำแข็ง ( Snow Horizon ) อยู่เหนือจากระดับอัลไพน์ขึ้นไป
จะเป็นแนวน้ำแข็งถาวร (Snow Line) มีหิมะและธารน้ำแข็ง ปกคลุม ตลอดปี
ในบริเวณอื่นของโลก สังคมพืชจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อแนวเส้นละติจูดสูงขึ้น
ระดับความสูงของ แนวเขตป่าไม้และแนวน้ำแข็ง ถาวร จะลดลง ในเขตอบอุ่นเช่นที่สวิตเซอร์แลนด์
(๔๗ องศาเหนือ) แนวเขตป่าไม้ จะอยู่ที่ระดับความสูง ๒,๐๐๐ เมตร และแนวน้ำแข็งถาวร
จะอยู่ที่ระดับ ความสูง ๔,๐๐๐ เมตร แต่ที่สวีเดน(๖๐ องศา เหนือ) แนวเขตป่าไม้จะลดลงมาอยู่ที่ระดับความสูง
๑,๐๐๐ เมตร และแนวน้ำแข็ง ถาวรจะอยู่ที่ระดับความสูง ๒,๕๐๐ เมตรเท่านั้น
ภาคเหนือของไทย อยู่ในแนวเส้นละติจูดประมาณ ๑๗ องศาเหนือขึ้นไป จะพบพืชเขตอบอุ่น
กระจายพันธุ์ และ เติบโต อยู่ในเขตป่าดิบเขา ยอดเขาที่สูงที่สุดของไทย ๓
อันดับแรก คือ ดอยอินทนนท์ (๒,๕๖๕ เมตร) ดอยผ้าห่มปก(๒,๒๘๕ เมตร) และ ดอยเชียงดาว(๒,๒๒๕
เมตร) จึงน่าจะอยู่ในแนว เขต ป่าไม้ ของสังคมพืชป่าดิบเขา ทั้งหมด แ ละโอกาสที่จะพบสังคมพืชอัลไพน์ในภาคเหนือได้
จะต้องเป็นยอดเขา ที่มีความสูงประมาณ ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ เมตรขึ้นไป แต่สังคมพืชยอดดอยเชียงดาว
กลับเป็นข้อยกเว้น เพราะมีลักษณะ ที่แตกต่างออกไปจากที่อื่นๆ นั่นคือบริเวณยอดดอย
ที่มีความสูง เกิน ๑,๙๐๐ เมตรขึ้นไป กลับมีพืชล้มลุกขึ้นสลับกับ ไม้พุ่มเตี้ยเ
เหนือ แนวเขตป่าไม้ คล้ายๆกับสังคมพืชกึ่งอัลไพน์(sub - alpine) ดอยเชียงดาว
มีองค์ ประกอบ อื่น ที่ช่วยให้สังคมพืชกึ่งอัลไพน์ ดำรง อยู่ ได้ เช่น สภาพพื้นที่เป็นหินปูน
ในบริเวณยอดเขา มีดินอยู่น้อย และอากาศแปรปรวนตลอดปี ปัจจัยเหล่านี้เป็น
ปราการธรรมชาติ ที่คอย ป้องกัน ไม่ให้ สังคมพืชป่าดิบเขา เติบโตขยายอาณาเขต
ขึ้นมาสู่ยอดเขาได้ นอกจากนั้น ความสูงในระดับ ที่มีเมฆปกคลุม ทำให้ได้ รับความชุ่มชื้น
อยู่เสมอความสูงชันของพื้นที่ ทำให้ชั่วโมง ในการรับแสง แดด ลดน้อยลง และมีร่มเงาของภูเขา
คอยปกป้อง ความร้อน จากแสงแดด ในหน้าแล้ง ดังนั้นดอยเชียงดาว จึงเป็น เสมือน
บ้าน สำหรับพรรณพืชเขตอบอุ่น ที่กระจายพันธุ์มาจากที่ต่างๆ ทั้งจากหิมาลัย
ตะวันออก จากตอนใต้ของจีน และจากมณฑลยูนนาน การกระจายพันธุ์มาบรรจบกัน และสิ้นสุดที่ดอยเชียงดาวแห่งนี้
ในแนวเส้นละติจูดเดียวกัน ในพื้นที่อื่นของไทยหรือใต้ลงไป จะไม่พบพืชเหล่านี้อีกเลย
การกระจายพันธุ์น่าจะเกิดขึ้น ในครั้งที่ป่าไม้ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ ผืนป่าแถบเทือกเขาหิมาลัย
ยังคง เชื่อมกับจีนตอนใต้ และเชื่อมต่อมา ถึงผืนป่าในเมืองไทย เหมือนผ้าห่มสีเขียวขนาดมหึมา
ปกคลุมทั้งภูมิภาค เมล็ดพืชเดินทางมากับลมและน้ำ หรือติดตัว มากับสัตว์ ต่างๆ
จากยอดเขา สู่ที่ราบ และจากที่ราบสู่ยอดเขา อีกลูก หนึ่งไปเรื่อยๆ ที่ใดที่มี
สิ่งแวดล้อมเหมาะสม เมล็ดพันธุ์ก็จะเจริญเติบโต และแพร่พันธุ์ เดินทาง ต่อไปอีก
ในเวลา ต่อมา จำนวนประชากรของมนุษย์เพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องบุกรุกป่าที่ราบ
เพื่อตั้งถิ่นฐาน และทำการ เกษตร ผ้าห่ม สีเขียวจึงเริ่มเป็นรูโหว่ จากรูเล็กๆ
หลายๆรู จนเว้าแหว่งขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดป่าที่ราบต่ำ ซึ่งเป็นเสมือนสะพาน
ในการ เชื่อมต่อ ก็ถูกทำลายลง ทำให้พืชเหล่านี้ถูกโดดเดี่ยว พืชบางชนิด ที่สามารถปรับสภาพ
ตัวเอง ให้เข้ากับสภาพ แวดล้อม ของดอยเชียงดาวได้ดี ก็ กลายพันธุ์ กลายเป็นพืชเฉพาะถิ่น
ซึ่งจะไม่พบในที่อื่นใด เลย นอกจาก ดอยเชียงดาว
นอกจากนี้ นักภูมิศาสตร์ยังมีข้อสันนิษฐานว่า การกระจายพันธุ์พืชจากเทือกเขาหิมาลัย
เกิดขึ้นอย่าง กว้างขวาง ในยุคน้ำแข็งซึ่งเกิด เป็นช่วง หลายครั้งหลายหน
ระหว่าง ๑ แสน ถึง ๑๐,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเล ลดต่ำ ลงกว่าปัจจุบันมาก
เพราะน้ำในมหาสมุทร จับเป็นก้อน ปริมาตรกว้างใหญ่ยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
ในปัจจุบัน แผ่นน้ำแข็งครอบคลุมไปทั่วเขตอบอุ่น เมื่อระดับน้ำทะเลลด แผ่นดินบางส่วนก็โผล่พ้นน้ำ
ในสมัย นั้นอ่าวไทย จึงเป็นดินแห้ง สามารถเดินไปได้จนถึงเกาะสุมาตรา เกาะชวา
และเกาะบอร์เนียว ป่าพื้นล่างช่วงนั้นเชื่อมต่อถึงกัน ทำให้พืชสกุล โรโดเดนดรอน
จากเทือกเขาหิมาลัยจึงได้แพร่กระจาย มาสู่ คินาบาลู บนเกาะบอร์เนียว |