ป่าดงดอย การท่องเที่ยว (ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลขที่ 12/00673)

ขณะนี้มีผู้เข้าชมอยู่ 5 ท่าน
หน้าหลัก
ทัวร์ในประเทศ
ภาคเหนือ
ภาคอีสาน
ภาคกลาง
ภาคใต้
ภาคตะวันออก
เพื่อนบ้าน

   
.... รับทำกรุ๊ปเหมา ๘ ท่านขึ้นไป, ทัวร์หมู่คณะ, ทัวร์โรงงาน ฯลฯ ....
ข้อมูลท่องเที่ยว ๗๖ จังหวัด
สถานที่น่าพักทั่วไทย
สถานที่พัก เด่นๆ
สินค้าพื้นเมือง
วัฒนธรรมประเพณี
ปฏิทินการท่องเที่ยว
โลกใต้ทะเล
อุทยานแห่งชาติ
วนอุทยานแห่งชาติ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
เบอร์โทรศัพท์สำคัญๆ
บทความ จากไกด์
เกี่ยวกับ ป่าดงดอย
รายละเอียด โปรดคลิ๊ก

ท้องทุ่งแห่งพรรณพฤกษ์

ท่องป่าแสลงหลวง
กระเจียว

 
 

ท้องทุ่งแห่งพรรณพฤกษ์



กระเจียว
ชื่อ กระเจียว
ชื่ออื่น กระเจียวแดง ดอกกระเจียว ดอกอีเจียว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma aeruqinosa Roxb.
ลักษณะ เป็นพืชล้มลุกมีเหง้าในดิน ใบคล้ายใบพาย ออกดอกพร้อมกับใบโคน ช่อมีกาบซ้อนอยู่มาก ออกดอกสี เหลืองปนขาว กาบดอกตอนบนสีม่วงแดง ออกดอกปีละครั้งช่วงเดือนเมษายน - เดือนกรกฎาคม ฤดูแล้งต้น จะโทรม พอฤดูฝนหน่อจะแทงออกมา
แหล่งที่พบ พบทั่วไปในป่าโปร่งตามโคกหรือใต้ร่มไม้ใหญ่ บริเวณหัวไร่ปลายนา ในภาคเหนือและภาคอีสาน
ความสัมพันธ์กับชุมชน ชาวบ้านรับประทานกระเจียวเป็นผัก ส่วนที่เป็นผัก ได้แก่ หน่ออ่อน ดอกอ่อนและดอกแก่ กระเจียว สามารถบริโภคได้ทั้งสดและดอกรับประทานกับลาบ ก้อย ส้มตำ ดอกอ่อนลวกมักรับประทานกับน้ำพริก หรือ นำมาแกงได้ บางบ้านเก็บกระเจียวจากป่าธรรมชาติมาเพื่อจำหน่ายและรับประทานเอง ดอกอ่อนหัวอ่อนของ กระเจียวแดงรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ต้มกับน้ำมีสรรพคุณขับลม
ความสำคัญทางเศรษฐกิจ ชาวบ้านมีรายได้จากการเก็บดอกกระเจียวมาจำหน่าย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนทำให้มีรายได้เสริม

ภาพที่ปรากฏให้เห็นนี้นั้น มีเพียงปีละครั้ง เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝน อันเป็นช่วงที่หัวไม้ต่างๆ ในสกุล Curcuma วงศ์ ZINGIBERACEAE พากันผุด ผลิดดอกงดงาม ไม้พวกนี้มักเรียกกัน ในภาษาพื้นบ้านว่า "กระเจียว หรือขมิ้นต่างๆ" ซึ่งดอกอ่อนบางชนิด รับประทานได้ ส่วนดอกกระเจียวสีชมพู หรือที่เรียกว่า ปทุมมา หรือ บัวสวรรค์ ที่ขึ้นเป็นดงตามทุ่ง ก้านดอกเล็กเรียวยาวและแข็ง รับประทานไม่ได้ โดยมากกระเจียว หรือ Cucuma ต่างๆ นี้ มักพักตัวอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว และฤดูร้อน เมื่อถึงฤดูฝน จึงเริ่มผลิใบและออกดอก บางพันธุ์มีดอกผุดขึ้นก่อนใบ บางพันธุ์ขึ้นพร้อมกันทั้งดอกและใบ โดยมากประเภทแรกนี้ รับประทานดอกได้ เพราะก้านค่อนข้างสั้น อวบน้ำ ใช้ลวกรับประทานกับน้ำพริก ปทุมาหรือบัวสวรรค์ในภาพนั้นมีก้านแข็ง ไม่ใช้ประกอบอาหาร แต่มีความสวยงามในแง่ของไม้ประดับ ไม้เหล่านี้ได้ผ่านการคัดเลือกพันธุ์มาแล้ว ไม่ใช่ชนิดพันธุ์ป่าดั้งเดิมที่พบแถบปราจีนบุรี ชัยภูมิ เลย ฯลฯ ชนิดป่านั้นกลีบสีชมพู ซึ่งคล้ายกับกลีบบัวหลวง มีลายสีไล่เรียงกัน ตั้งแต่ชมพูเข้ม ชมพูอ่อนจนถึงสีขาวกลีบรูปร่างแคบและลีบ มีน้อย จึงห่อซ้อนกันไม่มาก ปลายกลีบมักมีสีเขียวอมน้ำตาลแต้มอยู่ เป็นรอยขนาดใหญ่ ซึ่งต่างจากพันธุ์ที่คัดเลือกใว้เพื่อปลูกขาย กลีบจะมีสีชมพูสวย แผ่นกลีบกว้างคุ้มได้รูปอย่างกลีบบัวจริง ห่อหุ้มซ้อนกันหลายชั้น พันธุ์นี้ถือว่าสวยที่สุดต้องไม่มีรอย แต้มสีเขียวที่ปลายกลีบ หรือมีน้อยที่สุด กลีบดอกสีสวยนี้ความจริงคือกลีบรองดอก ส่วนดอกจริงมีขนาดเล็ก รูปร่างกล้ายดอกกล้วยไม้ โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบปากมีสีม่วงสดใส แต้มลายเหลือง กลีบอื่นๆ สีขาว ดอกจะเกิดในกลีบรองดอกสีขาว ช่วงล่างซึ่งเป็นรูปโค้งเป็นช่อง   ดอกบายช่วงเช้า และสลดเฉาในช่วงเย็น ภายในกลีบรองดอกนี้มีดอกตูมเล็กๆ อีกมากมาย จะผลิดบานไล่กันไปเรื่อยๆ แต่ละช่องมีดอกบานวันละดอก ในหนึ่งวันอาจมีดอกบานพร้อมกัน ๑ ช่อ ๓-๔ ดอก

ปทุมมาหรือบัวสววค์นี้มี ๒ ชนิด ชนิดแรก คือ C. alismatifolia ภาษาพื้นเมืองจังหวัดเลยเรียกว่า "ขมิ้นโคก" อีกชนิด คือ C. sparganifolia ภาคกลางเรียกว่า "กระเจียวบัว" ทั้ง ๒ ชนิดนี้ เหมือนกันจนเราแทบจะแยกไม่ออก เนื่องจากความแตกต่างนั้นอยู่ที่ดอกจริง ซึ่งมีขนาดเล็ก ตรงกลางกลีบปากสีม่วงของขมิ้นโคก จะมีสีนูนเล็กๆ หรือครีบ เกิดเป็นคู่ขนานตามความยาวของกลีบปาก ส่วนกลีบปากของกระเจียวบัว เกลี้ยงเรียบ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านก็สังเกตุว่า ใบของกระเจียวบังแคบและยาว กว่าใบขมิ้นโคก ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่อาจทำได้ง่าย เฉพาะผู้ชำนาญเท่านั้น ช่อดอกปทุมมามีความยาวราว ๑๕-๑๘ เซนติเมตร วัดจากปลายกลีบ สีชมพูจดโคนดอกสีเขียวด้านล่าง กลีบดอกสีชมพูราว ๖-๘ เซนติเมตร กว้าง ๔-๕ เซนติเมตร ดอกจริงเส้นผ่านศูนย์กลางดอกราว๒.๒๐-๓ เซนติเมตร กลีบปากกว้างราว ๒ เซนติเมตร ยาว ๒.๕๐ เซนติเมตร (ความยาววัดถึงโคนดอก) ส่วนกลีบรองดอกสีเขียวมีความยาวของโค้งกาบ ๕.๕๐ ประมาณ ๔๔-๕๐ เซนติเมตร ใบกว้าง ๗-๙ เซนติเมตร ยาว ๑๙-๒๒ เซนติเมตร สีใบเขียวเข้มคล้ายมีนวลที่ผิวใบ จึงดูไม่เป็นมัน เนื้อใบ และส่วนอื่นๆ อาจมีความแตกต่างจากที่กล่าวไว้ ตามความแข็งแรงของหัวพันธุ์และวิธีเลี้ยงดู ปัจจุบัน ปทุมมาเป็นไม้ตัดดอกและไม้กระถาง ที่ชาวต่างประเทศนิยมมาก หัวปทุมมาเป็นสินค้าส่งออกจากเมืองไทยไปยังญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ โดยหัวปทุมมามักผลิตในเชียงใหม่ อาจเป็นเพราะอากาศและสภาพแวดล้อมเหมาะสม หัวปทุมมามีสีน้ำตาล ผิวเปลือกเป็นร่องชั้น ขนาดไม่ใหญ่นัก เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ ๑.๕๐-๓ เซนติเมตร ยาว ๓-๔ เซนติเมตร บางหัวขนาดประมาณหัวนิ้วมือ รากปทุมมาบางรากดูคล้ายรากกระชาย ปลายรากป่องเป็นรูปบังตูม ผิวเต่งสีน้ำตาลอ่อน ขนาดพอๆ กับหัว เป็นที่สะสมอาหารไว้เลี้ยงลำต้นและดอก ปทุมมาขยายพันธุ์ได้โดยวิธีแตกหน่อหรือหัวใหม่ โดยลำต้นใต้ดินหรือไหล ปลายไหลจะเป็นที่สร้างหัวใหม่ ดอกปทุมมาเมื่ออยู่ในสภาพธรรมชาติ หรือปลูกไว้ในกระถาง จะบานทนทานเป็นเดือน แต่ถ้าตัดมาปักแจกกันจะใช้ได้ราว ๗ วัน หลังดอกโรยยังต้องปลูกไว้ในดินจนกว่าใบจะฟุบเหียวเฉาหมดแล้ว โดยรดน้ำทิ้งช่วงห่างออกมาเรื่อยๆ การที่ต้องปล่อยให้ใบติดอยู่กับต้นนั้น ก็เพื่อให้ใบได้สังเคราะห์แสงสะสมอาหารไว้ในหัวใต้ดินเสียก่อน

ลักษณะทั่วไปเกี่ยวกับปทุมมาและกระเจียว
  • ลักษณะทั่วไปเกี่ยวกับปทุมมาและกระเจียว ปทุมมาและกระเจียวเป็นไม้หัวล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินแบบเหง้าอยู่ในสกุลขมิ้น (Curcuma) ของวงศ์ขิง (Zingiberaceae) พืชในสกุลนี้มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๗๐ ชนิด โดยมีอยู่ใน ประเทศไทยราว ๓๐ ชนิด กระจายพันธุ์อยู่ทั่วประเทศ พืชสกุลนี้แบ่งเป็น ๒ สกุลย่อยคือ Eucurcuma ซึ่งมีกระเจียวเป็นตัวแทนที่รู้จักกันดีในด้านไม้ดอก จึงเรียกเป็นกลุ่มกระเจียว และ Paracurcuma ซึ่งมีปทุมมาเป็นตัวแทนที่รู้จักกันดี ในด้านไม้ดอก จึงเรียกเป็นกลุ่มปทุมมา การ จำแนกพืชสกุลขมิ้นนั้นปัจจุบันมีการศึกษาด้านอนุกรมวิธานน้อยมาก การกล่าวถึงไม้ดอกสกุลนี้ หลายชนิดจึงไม่สามารถระบุชื่อวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง
  • พืชในสกุลนี้มีลำต้นเทียม (pseudostem) ซึ่งเกิดจากการอัดตัวกัน ของกาบใบลำต้นเทียมนี้เกิดจากตาข้างของเหง้า ใบเป็นใบเดี่ยวอาจรูปหอกหรือรูปไข่ โดยอาจเห็นเส้นใบได้ชัดเจนในชนิดที่ใบเป็นคลื่น รากเป็นฝอยโดยมีรากจำนวนหนึ่งสะสมอาหาร ใกล้ปลายราก ทำให้รากบวมเป็นตุ้มขนาดใหญ่สีขาวซึ่งบางคนเรียก milk stalk การออกดอกนั้นช่อดอก อาจเกิดโดยตรงจากเหง้า ก่อนที่ลำต้นเทียมจะงอกขึ้นมา บางชนิดมีดอกและลำต้นเทียมงอกขึ้นมาพร้อม ๆ กัน และบางชนิดเกิดดอกที่ปลายยอดของลำต้นเทียม การออกดอกทั้ง 3 แบบ พบในพืชกลุ่มกระเจียว ส่วนพืชกลุ่มปทุมมาจะมีการออกดอกแบบหลังเท่านั้น ช่อดอกของพืชสกุลนี้เป็นแบบช่อแน่น (compact spike) ประกอบด้วยกลีบของใบประดับ (bract) จะเวียนซ้อนกันเกิดเป็นช่อทรงกระบอก โดยอาจเวียนแบบตามหรือทวนเข็มนาฬิกาก็ได้ ทั้งนี้โคนใบประดับจะเชื่อมกันเกิดเป็นถ้วยขึ้น ใบประดับอาจมีสีเขียวทั้งช่อ หรืออาจมีสีเขียวเฉพาะส่วนล่างของช่อและมีสีอื่นในส่วนบนของช่อ หรืออาจมีสีอื่นทั้งช่อ ต่างกันไปตามชนิด และพันธุ์ สำหรับใบประดับส่วนบนของช่อนั้น มักจะยาวกว่าใบประดับส่วนล่างเล็กน้อย และไม่มีดอกจริงที่ซอกใบประดับ เหมือนกับใบประดับส่วนล่างของช่อ ใบประดับส่วนบนนี้จึงถูกเรียกชื่อว่า coma bract หรือใบประดับชนิด coma
  • ดอกจริงของพืชสกุลขมิ้น เป็นดอกที่ไม่มีก้านดอกมีกลีบเลี้ยง ๓ กลีบ กลีบดอก ๓ กลีบ โดยกลีบดอก ๑ กลีบเปลี่ยนรูปเป็นปาก โคนกลีบดอกและกลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นรูปกรวย หรือรูปหลอด โดยอาจมีกลีบรองดอกด้วย ในบางชนิดดอกเป็นดอกสมบูรณ์ มีเรณูซึ่งมีลักษณะคล้ายแป้ง อยู่ในอับเรณูดันที่แตกตามยาว อับเรณูติดอยู่ที่ปลายก้าน ชูเกสรตัวผู้เล็กน้อย รังไข่ของดอกไม้สกุลนี้อยู่ใต้กลีบเลี้ยง ดอกของพืชสกุลขมิ้น จะอยู่ในซอกของใบประดับส่วนล่างของช่อดอก ซึ่งมีลักษณะคล้ายถ้วย โดยแต่ละใบประดับจะรองรับช่อดอกย่อยๆ สั้นๆ ซึ่งมีดอก ๒-๗ ดอก ดอกในช่อย่อยเดียวกันจะบานห่างกัน ๔-๖ วัน ทั้งนี้ดอกใน ใบประดับบริเวณโคนช่อจะบานก่อน ดอกในใบประดับบริเวณปลายช่อ จำนวนดอกที่บานในแต่ละช่อ อาจมีเพียงดอกเดียว หรือมีหลายดอกต่อวันก็ได้ อนึ่งในกรณีที่ต้นไม่ได้รับ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดอกอาจฝ่อไปตั้งแต่ยังมีขนาดเล็ก จนดูเหมือนว่าดอกมีแต่ใบประดับชนิด coma เพียงชนิดเดียว
  • ดอกจะเริ่มบานราว ๖ นาฬิกา หรือช่วงที่ต้นพืชได้รับแสงแดดในตอนเช้า และพร้อมที่จะรับการถ่ายละอองเกสรในเวลา ๘-๑๐ นาฬิกา เป็นส่วนใหญ่ มีเพียงบางชนิดเท่านั้น ที่ดอกบานในช่วงบ่าย และพร้อมที่จะรับการถ่ายละอองเกสรในเวลาราว ๑๖ นาฬิกา ปกติดอกในแต่ละซอกของใบประดับ จะพัฒนาเป็นผลที่สมบูรณ์ได้เพียง ๒ ผล เนื่องจากผลที่สมบูรณ์จะมีขนาดใหญ่เกือบเต็มถ้วย ซึ่งเกิดจากการเชื่อมกันของใบประดับ ทำให้ผลสามารถเบียดกันอยู่ได้เพียง ๒ ผล ผลมีทรงกลมขนาดต่างกันขึ้นกับชนิด และความสมบูรณ์ผลมี ๓ ช่อง ภายในมีเมล็ดรูปร่างและขนาดคล้ายเมล็ดองุ่น ด้านปลายแหลมของเมล็ดมีเยื่อบางสีขาว มีลักษณะเป็นแฉกหลายแฉกติดอยู่ เมล็ดมักมีการพักตัวเหมือนกับการพักตัวของเหง้า
  • สำหรับไม้ดอกกลุ่มปทุมมา ได้แก่ ปทุมมา (patumma) ทั้ง ๒ ชนิดคือ Curcuma alismatifolia และ C. sparganifolia บัวลาย บัวขาว และเทพรำลึก นั้นมีกลีบดอกและกลีบเลี้ยงสีขาว แต่ปากมีสีม่วงน้ำเงิน ซึ่งเป็นข้อแตกต่าง อย่างเด่นชัดกับไม้ดอกกลุ่มกระเจียว อันได้แก่กระเจียวส้ม กระเจียวชมพู กระเจียวโคม และกระเจียวชมพูช่อยาว เนื่องจากไม้ดอก กลุ่มกระเจียวมีกลีบเลี้ยง และกลีบดอกสีขาวหรือเหลือง โดยปากมีสีขาวหรือสีเหลือง นอกจากนี้ดอกของกลุ่มกระเจียว ยังบานไม่ผึ่งผาย กลีบดอกและกลีบเลี้ยงค่อนข้างกว้าง จึงทำให้ดอกบานมีลักษณะคล้ายถ้วย ส่วนดอกของกลุ่มปทุมมานั้นบานผึ่งผาย กลีบดอกและกลีบเลี้ยงแคบ ดอกจึงบานได้เต็มที่ ดังนั้นลักษณะการบานของดอก และสีของปากจึงเป็นสิ่งที่ใช้แยกไม้ดอก ๒ กลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี
  • ในกรณีของปทุมมาซึ่งมีอยู่ ๒ ชนิด ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันมากนั้น C. alismatifolia มีสันนูนหรือครีบสีเหลือง ๑ คู่ ตามความยาวของปาก ซึ่ง C. sparganitolia ไม่มี ลักษณะของปทุมมาโดยทั่วไปคือ ก้านช่อดอกยาวกว่าความสูงของทรงพุ่ม ใบประดับด้านล่างจำนวน ๗-๑๐ ใบ มีสีเขียว โดยอาจมีสีชมพูแต้มบริเวณด้านข้างเล็กน้อย ดอกจริงมีในซอกของใบประดับส่วนล่างของช่อเท่านั้น ใบประดับชนิด coma ซึ่งมีจำนวน ๖-๑๕ กลีบ มีสีขาว ชมพู ม่วงแดง หรือ ม่วงน้ำเงิน ปลายใบประดับชนิด coma มักมีสีเขียว และอาจจะปลายโค้งเข้าสู่แกนก้านช่อหรือปลายโค้งออก อนึ่ง C. alismatifolia ซึ่งปทุมมาที่นิยมปลูกกันนั้นได้ถูกนำไปตั้งชื่อว่า C. sharome ในบางประเทศนัยว่าเพื่ออำพรางแหล่งกำเหนิด
  • บัวลาย บัวขาว และเทพรำลึกเป็นพืชขนาดเล็ก มีพุ่มสูงราว ๓๐-๔๐ เซนติเมตร ช่อดอกยาว ใกล้เคียงกับความสูงของทรงพุ่ม บัวลายมีใบประดับที่มีสีทั้งช่อ โดยกลีบมีสีชมพู และมีลายสีน้ำตาลเป็นแถบตามแนวยาว บัวขาวมีใบประดับชนิด coma สีขาวล้วนเรียงกันแน่นบริเวณปลายช่อ ขณะที่ใบประดับมีสีเขียวล้วน ส่วนเทพรำลึกมีใบประดับสีเขียว โดยอาจมีแต้มสีชมพูถึงแดงด้านข้าง และใบประดับชนิด coma ของเทพรำลึกมีสีขาวโดยมีแต้มสีเขียวที่ปลายกลีบ ทั้งนี้ใบประดับของบัวลาย และเทพรำลึกมักเรียงเป็นแถวชัดเจน ๕-๖ แถว ขณะที่ใบประดับของปทุมมา และบัวขาวเรียงวนไม่เป็นแถวชัดเจน
  • สำหรับไม้ดอกกลุ่มกระเจียวนั้น ใบประดับมีสีทั้งช่อ โดยใบประดับของกระเจียวส้มนั้นมีสีส้มแดง โดยโคนกลีบอาจมีสีขาวหรือสีเหลืองออมเขียว หรืออาจมีสีเดียว กันทั้งกลีบก็ได้ ใบประดับของกระเจียวชมพูและกระเจียวชมพูช่อยาว รวมทั้งชมพูอมม่วง ทั้งนี้กระเจียวชมพูช่อยาวเป็นกระเจียวที่มีพุ่มช่อยาวได้ถึง ๖๐ เซนติเมตร ส่วนใบประดับของกระเจียว โคนซึ่งเป็นกระเจียวที่มีพุ่มช่อขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางราว ๑๓ เซนติเมตร นั้นมีสีแดงเลือดนก ก้านช่อดอกของไม้ดอกกลุ่มกระเจียวเหล่านี้ จะสั้นจนทำให้ช่อดอกอยู่ในทรงพุ่ม เห็นได้ไม่เด่นชัดจากระยะไกล เมื่อปลูกเป็นแปลง
การดูแลรักษา
  • ไม้ดอกกลุ่มปทุมมาและกลุ่มกระเจียว เป็นไม้หัวที่มีการพักตัวในช่วงวันสั้น โดยไม้ดอกเหล่านี้จะเริ่มพักตัวหลังวันที่ ๒๒ กันยายนของทุกปี และจะสามารถปลูกใหม่ในฤดูถัดไปหลังวันที่ ๒๒ มีนาคม ปกติผู้ปลูกเลี้ยงไม้ดอกทั้งสองกลุ่มนี้มักจะเริ่มปลูกราว กลางเดือนเมษายนถึงต้นเดือนมิถุนายน ขึ้นกับความสามารถในการจัดหาน้ำมารด แหล่งของผู้ปลูกเลี้ยงแต่ละราย
  • การเตรียมแปลงปลูก เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการผลิตไม้ดอกกลุ่มปทุมมาและกลุ่มกระเจียว แปลงปลูกควรขึ้นแปลงให้มีขนาดหน้าแปลงกว้าง ๑.๒-๑.๔ เมตร และเว้นทางเดินไว้กว้าง ๐.๕ เมตร จากนั้นจึงนำปุ๋ยหมักซึ่งได้จากการหมักพืช ขยะ หรือกากน้ำตาล โดยไม่มีมูลสัตว์หรือปุ๋ยคอกเจือปนมาผสมกับดินในแปลงปลูกในอัตรา ๓-๖ ตันต่อไร่ ทั้งนี้ไม่ควรใช้มูลสัตว์หรือปุ๋ยคอก เพราะจะทำให้ดินเป็นกรด เหมาะกับการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย โรคเน่า และไม่สามารถใช้เป็นปริมาณมากเพื่อปรับโครงสร้างดินได้ หากไม่สามารถหาปุ๋ยหมักได้ อาจใช้เปลือกถั่วมาใช้แทนได้ แต่ต้องระวังเชื้อราที่อาจติดมากับเปลือกถั่วลิสง กรณีที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ เพื่อบำรุงดินจะต้องโรยปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินด้วย อนึ่งกรณีที่ใช้พื้นที่ซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องโรคเน่าจากแบคทีเรียมาก่อน ก็ต้องใช้ปูนขาวปรับสภาพดินเช่นกัน เนื่องจากเชื้อโรคนี้ชอบสภาพดินกรด
  • ระยะปลูกที่เหมาะสม ในการปลูกไม้ดอกกลุ่มปทุมมา และกลุ่มกระเจียวชนิดที่ใช้ตัดดอกคือ ๓๐ x ๓๐ -๕๐ เซนติเมตร การปลูกอาจใส่ปุ๋ยสูตร ๑๕ - ๑๕ -๑๕ หรือ ๑๖ - ๑๖ -๑๖ รองก้นหลุมเป็นปุ๋ยรองพื้น หรือไม่ก็ได้ถ้าใช้ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก แต่หากใช้เปลือกถั่วลิสงบำรุงดินนั้น จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยรองพื้น การใช้ปุ๋ยรองพื้นนั้นจะต้องใช้ประมาณ ๐.๕-๑ ช้อนโต๊ต่อหลุม การปลูกจะให้เหง้าอยู่ลึกกว่าผิวแปลงราว ๕ เซนติเมตร โดยแต่ละหลุม จะใช้เหง้าซึ่งยังมีตุ้มรากไม่น้อยกว่า ๓ ตุ้ม เพียง ๑ เหง้าต่อหลุม ซึ่งควรวางเหง้าให้อยู่ในแนวนอน โดยหันตุ้มรากไปทาง ทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ เนื่องจากจะทำให้หน่อที่เกิดทีหลัง ที่เกิดจากตาด้านโค้นเหง้า จะอยู่ในทิศตะวันออกหรือทิศเหนือของหน่อแรก ซึ่งจะไม่ถูกโคนหน่อแรกบังแดด อนึ่งถ้าเหง้ามีคุณภาพต่ำกว่านี้จะต้องใช้ ๒ เหง้าต่อหลุม โดยทั่วไปจะใช้เหง้าราว ๒๐๐-๓๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นกับขนาดของเหง้าและระยะปลูก
  • เมื่อปลูกแล้วควรจะคลุมแปลง เพื่อป้องกันการสูญเสียความเสียความชื้นจากดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกในช่วงฤดูฝน วัสดุที่เหมาะต่อการคลุมดินคือฟางข้าวและแกลบ การคลุมดินควรใช้วัสดุคลุมดินให้หนาพอ เพื่อให้แสงมีโอกาสสัมผัสดินน้อยที่สุด และต้องคลุมดินให้ถึงด้านข้างของแปลงด้วย
  • โดยปกติต้นจะเจริญขึ้นมาให้เห็นหลังจากปลูกได้ ๗-๓๐ วัน ขึ้นกับความสมบูรณ์ของเหง้าและความสมบูรณ์ของการพักตัว และหลังจากปลูกแล้ว ๓๕-๑๒๐ วัน ต้นจึงจะออกดอกให้ตัดขายได้
การให้น้ำ
  • ระบบการให้น้ำกับแปลงปลูกไม้ดอกกลุ่มปทุมมา และกลุ่มกระเจียวนั้น อาจใช้ระบบให้น้ำตามร่องหรือใช้ระบบสปริงเกอร์ กับแปลงปลูกขนาดใหญ่ ส่วนแปลงขนาดเล็กอาจใช้สายยางรดน้ำก็ได้ ทั้งนี้การให้น้ำควรกระทำในตอนเช้าราว ๘ นาฬิกา เพียงวันละครั้ง ยกเว้นวันที่ฝนตก ปริมาณน้ำที่ให้นั้นจะต้องเพียงพอให้ดินในระดับรากชื้นถึงช่วงบ่าย ซึ่งเป็นสภาพใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติ
การพรางแสง
  • ไม้ดอกกลุ่มปทุมมาเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่ได้รับแสง ๗๕-๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากในธรรมชาติพืชกลุ่มนี้ จะขึ้นแซมอยู่ในดงหญ้าซึ่งอาจเตี้ยกว่าหรือสูงเท่ากัน โดยพื้นที่ซึ่งพืชกลุ่มนี้ขึ้นนั้น เป็นพื้นที่โล่งของป่าละเมาะหรือป่าโปร่ง
  • สำหรับไม้ดอกกลุ่มกระเจียวซึ่งมีถิ่นกำเนินในป่าค่อนข้างทึบและชื้น จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่ได้รับแสง ๓๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการพรางแสงจึงเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากระดับแสงแล้ว ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ ในระดับทรงพุ่มก็เป็นสิ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชกลุ่มนี้ด้วย
การให้ปุ๋ย
  • ไม้ดอกกลุ่มปทุมมา และกลุ่มกระเจียว ควรได้รับปุ๋ยทุกเดือน ๆ ละครั้ง โดยช่วงก่อนฤดูฝน ควรใช้ปุ๋ยสูตรที่มีไนโตรเจนหรือตัวหน้าสูง เช่น สูตร ๒๑-๗-๑๔, ๑๕-๐-๐ หรือใช้สูตรเสมอ เช่นสูตร ๑๖-๑๖-๑๖ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของลำต้นและใบ ส่วนช่วงฤดูฝนนั้น ควรใช้ปุ๋ยสูตรที่มีฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมสูง หรือตัวกลางและตัวท้ายสูง เช่น สูตร ๘-๑๖-๒๔ หรือ ๑๔-๑๔-๒๑ หรือ ๑๓-๑๓-๒๑ หรือ ๙-๒๔-๒๔ เนื่องจากพืชได้ธาตุไนโตรเจน จากน้ำฝนแล้ว การใช้ปุ๋ยที่มีโปรแตสเซียมสูง จะช่วยให้มีการสะสมอาหารไว้ในเหง้า และตุ้มรากมากขึ้น ทำให้เหง้ามีขนาดใหญ่ และสมบูรณ์ซึ่งจะให้ดอกที่มีคุณภาพสูง
  • การใช้ปุ๋ยเคมีนั้นจะใช้ราว ๐.๕-๑ ช้อนกาแฟ (ช้อนปาด) โดยรอบกอ โดยอาจพรวนดินให้เล็กน้อย อนึ่งการใช้ปุ๋ยสูตรเสมอในช่วงฤดูฝนนั้น หากพบว่ามีอาการโคนเน่า เกิดขึ้นกับหน่อใหม่บ้างก็ควรนำปุ๋ยหมักราว ๑ ถ้วยกาแฟมาโรยรอบกอ เพื่อปรับสภาพดินไม่ให้เหมาะต่อการเติบโตของเชื้อ เพราะการใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณมาก อย่างต่อเนื่องทำให้สภาพเป็นกรด
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
  • การใช้สารละลายเพื่อยืดอายุการปักแจกัน ของดอกแกดิโอลัสกับช่อดอกของปทุมมา ในช่วงรอการบรรจะหีบห่อ, ระหว่างการบรรจุหีบห่อและช่วงการปักแจกัน พบว่า การใช้น้ำประปา ให้ผลใกล้เคียงกับการใช้สารละลาย เพื่อยืดอายุการปักแจกัน เมื่อใช้ในช่วงรอการบรรจุหีบห่อ และช่วยระหว่างการบรรจุหีบห่อในการขนส่งจากเชียงใหม่ - กรุงเทพฯ และพบว่าการใช้สารละลายเพื่อยืดอายุปักแจกัน ของดอกแกลดิโอลัสในระหว่างการปักแจกันนั้น ทำให้ช่อดอกปทุมมาหมดอายุการปักแจกันเร็วกว่า การใช้น้ำดิไอออไนซ์ การใช้สารละลายเพื่อยืดอายุการปักแจกัน จึงต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมอีก
  • สำหรับการบรรจุหีบห่อนั้น ควรมัดก้านช่อดอก ๑๐ ก้านรวมกัน แล้วนำสำลีชุบน้ำประปา ห่อปลายก้านแล้วสวมโคนก้าน ด้วยถุงพลาสติกรัดหนังยางให้แน่น ไม่ให้น้ำไหลออกจากถุงพลาสติกได้ นำช่อดอกไปผึ่งลม ให้ใบประดับแห้งก่อนนำช่อดอกไปบรรจุลงกล่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ใบประดับเน่า เพราะปกติใบประดับมักเปียกชื้นอยู่เสมอ หากบริเวณโคนใบประดับ ยังมีความชื้นเหลืออยู่จะทำให้ใบประดับเน่า เพราะปกติใบประดับมักเปียกชื้นอยู่เสมอ หากบริเวณโคนใบประดับ ยังมีความชื้นเหลืออยู่จะทำให้ใบประดับ เกิดเป็นจุดเน่าขนาดเท่าหัวเข็มหมุด ภายหลังการขนส่งจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ ดังนั้นขั้นตอนการผึ่งช่อดอก จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการเตรียมบรรจุหีบห่อ การบรรจุลงกล่องนั้นควรเรียงซ้อนเพียง ๒-๓ ชั้น หากดอกซ้อนทับกันมากชั้นกว่านี้ จะทำให้ใบประดับแบนเสียรูปได้ นอกจากนี้ควรใช้กล่องซึ่งมีรูประบายอากาศด้านหัวและท้ายกล่อง เพื่อลดโอกาสที่ดอกจะเน่า เพราะเชื้อโรคเน่ามักจะติดมากับช่อดอกจากแปลงปลูก
  • การตัดดอกและปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวอย่างถูกต้องนั้น จะทำให้ช่อดอกซึ่งผลิตที่เชียงใหม่มีอายุการใช้งานในกรุงเทพฯ นานราว ๑๕ วัน และมีผู้กล่าวอ้างว่าอาจนำไปใช้งานในญี่ปุ่นได้นาน ไม่ต่ำกว่า ๑๐ วัน ซึ่งเป็นอายุการปักแจกันที่ตลาดยอมรับ
การเก็บเหง้า
  • เมื่อสิ้นฤดูปลูก ไม้ดอกกลุ่มปทุมมา และกลุ่มกระเจียวจะพักตัวโดยใบและลำต้นเทียม จะค่อยแห้งลง และยุบหายไปเหลือแต่เหง้าพร้อมตุ้มรากฝังอยู่ใต้ดิน ในช่วงที่เริ่มการพักตัวนี้ควรลดการให้น้ำลงเพื่อเร่งให้พืชพักตัวเร็วขึ้น การเก็บเหง้านั้นจะต้องรีบขุดขณะที่รากของลำต้นเทียมยับไม่แห้งมากนัก เพื่อจะได้สะดวกในการสังเกตตำแหน่งของต้นขณะขุด เพราะการขุดนั้นต้องระวัง มิให้เกิดแผลขึ้นกับเหง้าหรือตุ้มราก อย่างไรก็ตามเกษตรกรบางรายอาจทิ้งเหง้าที่พักตัวไว้ในดินราว ๒ เดือน ก่อนจะขุดเหง้าขึ้นก็ได้ หากมั่นใจว่าจะไม่มีฝนตกขณะที่เหง้าซึ่งกำลังพักตัวยังอยู่ใต้ดิน เหง้าที่ปลูกในดินร่วนซุยจะมีรากยาว ตุ้มรากอยู่ค่อนข้างห่างเหง้า รากจึงมักหักหรือขาดง่ายเมื่อพยายามขุดเหง้า แต่การขุดขึ้นจากดินร่วนซุยจะทำได้ง่าย ส่วนเหง้าที่ปลูกในดินเหนียวจะมีรากค่อนข้างสั้น ตุ้มรากอยู่ชชิดเหง้า รากจึงหักหรือขาดยากเหมาะในการเก็บและขนส่ง แต่การขุดเหง้าจากดินเหนียวจะต้องพิถีพิถันพอสมควร การขุดเหง้าขึ้นจากดินทั้งสองประเภทจึงต้องการการปฏิบัติที่ต่างกัน
  • เมื่อได้เหง้าขึ้นจากดินแล้ว ต้องนำไปล้างน้ำให้สะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้มีเชื้อโรคสะสมอยู่บนเหง้า หลังจากล้างเหง้าแล้วต้องนำไปผึ่งบนตะแกรมในที่ร่มจนผิวเหง้าแห้ง จากนั้นจึงนำเหง้าซึ่งไม่มีความชื้นที่ผิว มาแยกออกจากันก่อนเก็บรวบรวมในถุง หรือกระสอบตาข่ายเพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศ เก็บถุงหรือกระสอบนี้ในที่ร่มจนถึงฤดูปลูกถัดไป
พันธุ์และการขยายพันธุ์ปทุมมาและกระเจียว
  • ไม้ดอกกลุ่มปทุมมา มีความเด่นอยู่ที่สีของใบประดับ รูปทรงพุ่มของใบประดับชนิด coma และช่อดอกที่ตั้งเหนือทรงพุ่ม ตลาดให้ความสนใจกับพันธุ์พืชในกลุ่มนี้ ซึ่งมีสีของใบประดับชนิด coma ที่สะอาด สดใสเช่น สีขาวสะอาดของบัวขาวและเทพรำลึก สีชมพูของปทุมมาและบัวลาย ทรงพุ่มของใบประดับชนิด coma ของพืชในกลุ่มนี้ขึ้นกับ จำนวนและความกว้างของใบประดับ ชนิด coma กล่าวคือ พันธุ์ที่มีทรงพุ่มของในประดับชนิด coma ที่ดี จะต้องมีในประดับชนิด coma จำนวนมากและกลีบเหล่านั้นต้องกว้าง ช่อดอกที่มีก้านยาว แข็ง และมีขนาดไม่ใหญ่มาก เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของผู้ใช้ การคัดเลือกพันธุ์พืชในกลุ่มปทุมมา จึงต้องพิจารณาลักษณะทั้ง สามเป็นหลัก
  • ปทุมมาหรือบัวสวรรค์ ซึ่งปลูกกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ จนหลายคนคิดว่าเป็นพืชพื้นเมืองของเชียงใหม่นั้น ถูกคัดเลือกโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิศิษฐ์ วรอุไร ปทุมมาพันธุ์นี้ไม่ได้รับการตั้งชื่อพันธุ์ จากผู้คัดเลือกแต่อย่างใดแต่ถูกเรียกกันติดปากว่า พันธุ์เชียงใหม่ โดยผู้ส่งออกบางรายได้ตั้งชื่อพันธุ์ปทุมมาพันธุ์นี้ เป็นภาษาอังกฤษว่า พันธุ์ Chiang Mai Paradise ปทุมมาพันธุ์เชียงใหม่มีใบประดับชนิด coma เป็นสีชมพูกลีบบัว โดยมีสีเขียวแต้มที่ปลายกลีบบัว ใบประดับชนิด coma กว้างและมีจำนวนมาก ทรงพุ่มของใบประดับชนิด coma มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม ใบประดับมีสีเขียวเข้ม โดยอาจมีสีชมพูแต้มอยู่บริเวณด้านข้าง หรือแก้มทั้งสอง ของแต่ละใบประดับส่วนล่างของช่อ นอกจากปทุมมาพันธุ์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าแล้ว ได้มีผู้คัดพันธุ์ปทุมมาพันธุ์อื่น จากการกลายพันธุ์ของพันธุ์เชียงใหม ่และจากธรรมชาติไว้อีกหลายพันธุ์ ซึ่งพันธุ์เหล่านี้กำลังถูกขยายพันธุ์ เพิ่มปริมาณให้มีจำนวน เพียงพอต่อการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ปทุมมาพันธุ์ใหม่นี้มีลักษณะต่างๆ เช่น บางพันธุ์ใบประดับชนิด coma เป็นสีขาว บางพันธุ์ใบประดับชนิด coma เป็นสีม่วงแดง บางพันธุ์มีใบประดับชนิด coma เป็นสีม่วงน้ำเงิน และบางพันธุ์มีใบประดับชนิด coma เป็นสีชมพูแต่ไม่มีแต้มสีเขียวที่ปลายกลีบ
  • สำหรับพันธุ์ของบัวลาย บัวขาว และเทพรำลึกนั้น ปัจจุบันยังไม่มีพันธุ์การค้าแต่อย่างใด ผู้ปลูกจึงคัดพันธุ์จากธรรมชาติ และกำลังเร่งขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณ ให้เพียงพอต่อการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ทั้งนี้การคัดเลือกพันธุ์บัวลาย ซึ่งมีสีของใบประดับใกล้เคียงกัน ความยาวก้านช่อ และช่อดอกและอัตราการแตกกอ จึงเป็นลักษณะที่สำคัญ ส่วนบัวขาวพันธุ์ดีนั้นควรมีก้านช่อยาว และมีใบประดับชนิด coma ที่กว้างจำนวนมาก และเรียงซ้อนกันแน่น ส่วนเทพรำลึกซึ่งมีการคัดเลือกไว้นั้น มีสีเขียวที่ใบประดับน้อยมาก และมีสีชมพูแต้มที่ด้านข้าง ของใบประดับส่วนล่าง
  • ส่วนไม้ดอกกลุ่มกระเจียว ซึ่งมีความสวยงามอยู่ที่ใบประดับซึ่งมีสีสดใส และเป็นมัน และทรงพุ่มของช่อดอก อย่างไรก็ตาม พันธุ์ที่ก้านช่อยาว จะเป็นที่ต้องการของตลาด กระเจียวทั้ง ๔ ชนิดซึ่งมีศักยภาพในการส่งออก คือ กระเจียวส้มหรือฉัตรทอง กระเจียวชมพูหรือฉัตรเงิน กระเจียวโคมและกระเจียวชมพูช่อยาวนั้น ปัจจุบันยังไม่มีพันธุ์การค้าของไทย ทั้งนี้เคยมีการคัดพันธุ์กระเจียว ที่มีลักษณะดีแต่ได้ขายกระเจียวส้มพันธุ์นั้น ให้กับบริษัทไม้ดอกในยุโรปไปแล้ว
  • ปัจจุบันการคัดพันธุ์ไม้ดอกกลุ่มปทุมมาและกระเจียว กำลังดำเนินงานโดยผู้ปลูกเลี้ยงรายใหญ่ ผู้ส่งออก ตลอดจนหน่วยงานรัฐ เช่นมหาวิทยาลัยและกรมวิชาการเกษตร
การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
  • การผสมพันธุ์ไม้กอกกลุ่มปทุมมาและกลุ่มกระเจียวทั้ง ๗ ชนิด ในบทความนี้จะกระทำได้ ในช่วงเช้าของวันที่มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ทั้งนี้เพราะดอกจะอยู่ในสภาพที่พร้อมกับการ ถ่ายละอองเกสรในช่วง ๘-๑๐ นาฬิกา และการที่เรณูของพืชสกุลนี้มีความเป็นหมันในระดับปาน กลางค่อนข้างต่ำ สภาพอากาศที่แห้งจะทำให้เรณูเสียชีวิตหมดไปก่อน ที่จะเกิดการปฏิสันธิขึ้น
  • การสร้างความหลากหลายจากการผสมพันธุ์แล้วนำเมล็ดมาเพาะนั้น ส่วนใหญ่จะใช้วิธีผสมข้าม ซึ่งจะต้องกำจัดเรณูออกก่อนการถ่ายละอองเกสร โดยใช้วัสดุปลายแหลมจำพวก ปากคีบ เข็มเขี่ย หรือไม้จิ้มฟันปลายแหลม ขูดเรณูออกด้านบนสู่ด้านล่างของอับเรณู การขูดดังกล่าว จะไม่ทำให้อับเรณูกระดกขึ้นจนเรณูสัมผัสกับยอดเกสรตัวเมีย เพราะปกติอับเรณู จะกระดกขึ้นได้ตามกลไกลธรรมชาติ ที่ช่วยในการถ่ายละอองเกสร การถ่ายละอองเกสรสามารถกระทำได้ง่าย เพียงแต่นำเรณูซึ่งมีลักษณะคล้ายแป้ง ไปป้ายบนยอดเกสรตัวเมีย เมื่อถ่ายละอองเกสรแล้วควรตัดใบประดับที่รองดอกนั้นออก เพื่อป้องกันการขังของน้ำ ซึ่งอาจทำให้ผลเน่าและเพื่อสะดวกในการกำจัดดอกตูม ที่เหลือของช่อย่อยเดียวกัน นอกจากนี้ยังต้องแขวนป้ายระบุคู่ผสมและวันผสมได้ด้วย หากเกิดการปฏิสนธิขึ้นผลสีเขียว จะเจริญเติบโตขึ้นจากบริเวณใต้กลีบเลี้ยง เมื่อผลแก่จะมีสีเขียวอ่อนลง และเปลือกบางใสขึ้นจนพอจะเห็นสีดำ ของเมล็ดภายใน ควรเก็บเมล็ดแก่ไว้ก่อนที่ผลจะแตกจนเมล็ดหลุดร่วง เนื่องจากพืชสกุลนี้ มีการพักตัวจึงควรนำเมล็ดมาเพาะในฤดูปลูกถัดไป โดยการเก็บเมล็ดไว้ในที่ร่ม
  • การเพาะเมล็ดควรเพาะในกระบะทรายผสมขี้เถ้าแกลบ (อัตราส่วน ๑:๑) โดยให้เมล็ดจมอยู่ใต้ผิววัสดุ ปลูกราว ๐.๕-๑ เซนติเมตร การรดน้ำต้องกระทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เมล็ดกระเด็น เมล็ดจะทยอยงอกตามระดับของการพักตัวที่เหลืออยู่ เมื่อต้นกล้ามีใบจริง ๓-๔ ใบจึงค่อย ๆ แยกต้นกล้าไปปลูกในดินผสมด้วยระยะปลูก ๑๐ x ๑๐ เซนติเมตร จนออกดอกเพื่อคัดเลือกต่อไป
การขยายพันธุ์โดยการแยกเหง้า
  • ปกติผู้ปลูกเลี้ยงไม้ดอกสกุลนี้ นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีแยกเหง้า ซึ่งจะได้ต้นที่มีลักษณะ เหมือนเดิม การขุดหัวของไม้ดอกสกุลนี้ เมื่อสิ้นฤดูปลูกจะพบว่าแต่ละกอจะมีเหง้าหลาย เหง้าเชื่มติดกัน จึงควรแยกเหง้าเหล่านั้นออกจากกัน ก่อนที่จะนำเหง้าไปผึ่งและเก็บรักษา เพราะแผลจะไม่ถูกเชื้อโรคเข้าทำลาย วิธีแยกเหง้าจะเพิ่มปริมาณได้ในอัตราเท่าไรจึง ขึ้นกับขนาดของกอ หากผู้ปลูกมีจำนวนเหง้าไม่เพียงพอ อาจนำเหง้าที่มีอยู่มาผ่านแบ่งตามความยาวเป็น ๒ ชิ้น แต่ละชิ้นมีตาซึ่งอยู่ในสภาพดี ติดอยู่ไม่น้อยกว่า ๑ ตา ซึ่งเมื่อผ่าเหง้าแบ่งแล้วจะต้องจุ่มชิ้น ส่วนของเหง้าในสารละลายของยาป้องกันเชื้อรา เช่น แคปแทน ในอัตราที่ใช้ฉีดพ่นต้นไม้แล้วนำ ชิ้นส่วนดังกล่าวไปผึ่งให้แห้งในที่ร่มก่อนปลูก วิธีนี้จะทำให้เพิ่มจำนวนต้นพันธุ์ได้อีกเท่าตัว แต่ การผ่าเหง้านี้ จะต้องดูแลต้นไม้ มากกว่าปกติด้วย เพราะต้นที่เกิดขึ้นนั้นได้อาหารสะสมเพียงครึ่ง ของเหง้าปกติและมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
การขยายพันธุ์ด้วยชิ้นส่วนขนาดจิ๋ว
  • การเพิ่มปริมาณพืชพันธุ์ใหม่เพื่อให้ได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็วนั้น จำเป็นต้องใช้ เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเข้าช่วย สำหรับการขยายพันธุ์ด้วยชิ้นส่วนขนาดจิ๋วของไม้ดอก สกุลนี้ สามารถกระทำได้โดยนำช่อดอกอ่อนมาเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร Murashige และ Skoog (1962) ที่ดัดแปลงโดยเติม AB เข้มข้น ๓ มิลลิกรัมต่อลิตร วิธีนี้จะทำให้ได้ต้นเพิ่มเป็น ๓ เท่า ทุกๆ สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้ ๑ ต้น เพิ่มเป็น ๖,๕๐๐ ต้น ใน ๑ ปี หรือ ๕๐๐,๐๐๐ ต้นใน ๑๘ เดือน ต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์วิธีนี้ จะมีขนาดใกล้เคียงกับต้นกล้าได้จากการเพาะเมล็ด จึงต้อง ใช้เวลาอีกระยะหนึ่งราว ๒ ปี ที่จะผลิตดอกหรือหัวขายได้
การตัดดอก
  • การเลือกดอกซึ่งมีระยะการพัฒนาที่เหมาะสมเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ ในการตัดดอกช่อที่เหมาะจะตัดดอกได้ดีนั้น ควรมีดอกจริงบานแล้วราว ๓-๕ ดอก โดยการตัดดอกนั้น อาจใช้กรรไกรตัดบริเวณที่ก้านช่อดอกโผล่พ้นลำต้นเทียม หรืออาจใช้วิธีกระตุกช่อดอกขึ้นมาคล้ายการตัดดอกเยอบีราก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้เป็นการถอนต้นขึ้นมา การตัดดอกควรกระทำให้ตอนเช้า และเมื่อตัดดอกแล้วต้องรีบนำก้านช่อดอกไปแช่โคนในน้ำสะอาดทันที เนื่องจากช่อดอกของพืชสกุลนี้ไวต่อสภาพการขาดน้ำเป็นอย่างมาก
การผลิตดอกนอกฤดู
  • ความต้องการของดอกไม้ ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูดอกของไม้ดอกกลุ่มปทุมมาและกลุ่มกระเจียว นั้นมีค่อน่ข้างต่ำ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูที่มีดอกไม้หลายชนิดในตลาด ขณะที่ช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดต้องการดอกไม้จำนวนมากนั้น การผลิตดอกไม้ไม่สามารถสนองได้ ดังนั้น การผลิตดอกไม้นอกฤดูจึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรสนใจกระทำกันมาก
  • ไม้ดอกกลุ่มปทุมมาและกลุ่มกระเจียวเป็นพืชวันยาว จะพักตัวในช่วงที่วันสั้น โดยจะได้รับสัญญาณให้พักตัวหลังจากวันที่ ๒๓ กันยายน การผลิตดอกของไม้ดอกทั้ง ๒ กลุ่มนี้ในช่วงฤดูหนาวจึงต้องมีการปฏิบัติพิเศษ โดยการคั่นช่วงกลางคืนนั้นควรกระทำในช่วง ๒๔.๐๐-๐๓.๐๐ น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย การติดตั้งหลอดห่างกัน ๑.๕ เมตร ซึ่งการเปิดไฟเพื่อคั่นช่วงกลางคืนต้องเริ่มกระทำราววันที่ ๓๑ สิงหาคมโดยไม่ช้ากว่าวันที่ ๑๕ กันยายน การปฏิบัตินี้ได้ผลดีในแปลงรวมพันธุ์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • การผลิตไม้ดอกทั้ง ๒ กลุ่มนี้นอกฤดู จำเป็นต้องมีการดูแลด้านปุ๋ยและสภาพดินเป็นพิเศษด้วย กล่าวคือให้ปุ๋ยสูตรเสมอหลังฤดูฝน และใช้ปุ๋ยหมักใส่เสริมเพื่อทำให้ดินไม่อยู่ในสภาพที่ติดเชื้อโรคเน่า จะแพร่ระบาดได้ง่ายถ้าเป็นการผลิตนอกฤดูโดยการยึดฤดูปลูก อย่างไรก็ตาม การผลิตดอกนอกฤดูก็อาจกระทำโดยปลูกในช่วงฤดูฝน ซึ่งฝนทิ้งช่วงนานพอจะขึ้นแปลงได้ การผลิตนอกฤดูโดยปลูกช้านี้ จะทำให้การสะสมโรคในแปลงเกิดขึนน้อยกว่าการผลิตแบบยืดฤดูปลูก
ศัตรูและการป้องกันกำจัด
  • วัชพืชเป็นศัตรูที่พบ และเป็นปัญหามากในแปลงปลูก เกษตรกรต้องสิ้นเปลืองแรงงาน ในการถอนกำจัดวัชพืชเป็นอย่างมาก ซึ่งจัดเป็นต้นทุนการผลิตส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างสูง การใช้ยากำจัดวัชพืชชนิดยาคุมกำเนิดหญ้า ซึ่งทำลายเมล็ดวัชพืชได้ หรือการใช้ยากำจัดวัชพืชใบกว้างน่าจะถูกลองนำมาใช้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในท้องที่ ซึ่งมีค่าจ้างแรงงานสูงหรือหาแรงงานยาก
  • โรครากเน่า เป็นศัตรูที่ทำลายต้น และดอกของไม้ดอกกลุ่มปทุมมาและกลุ่มกระเจียว โรคนี้จะทำให้เหง้า, โคนเน่า และทำให้ใบประดับและใบเป็นจุดเน่า เชื้อสาเหตุของโรคนี้มี ๒ ชนิดคือ เชื้อรา Rhizoctomia และเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas เชื้อรานั้นเจริญได้ดีในสภาพดินเป็นด่าง แต่ป้องกันกำจัดได้โดยการฉีดพ่นยากำจัดเชื้อรา เช่น เทอร์ราคลอร์ ซูเปอร์เอ๊กซ์ หรือรอฟรอล (Rovral) ขณะที่เชื้อแบคทีเรีย สาเหตุของโรคนั้นเจริญได้ดี ในสภาพดินที่เป็นกรด ซึ่งเป็นสภาพดินที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง และป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีได้ยาก การป้องกันที่ดีที่สุดโดยทำให้ดินเป็นด่างอย่างอ่อน ด้วยการใช้ปุ๋ยหมักหรือปูนขาว ดังนั้นจึงควรจัดการให้สภาพแปลงปลูก ไม่เหมาะต่อการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรีย โดยยอมให้เชื้อรา เจริญได้แต่ควบคุมเชื้อรา ด้วยสารเคมีแทน
  • ไรแดง หนอนม้วนใบ และตั๊กแตน เป็นแมลงที่พบในแปลงปลูกอยู่บ้าง การใช้ยากำจัดแมลง จึงอาจต้องการทำบ้างเป็นครั้งคราว นอกจากแมลงเหล่านี้แล้ว ยังอาจพบการทำลายของหอยทากด้วย อนึ่งปัญหาเรื่องแมลงนี้ เป็นปัญหาที่ไม่รุนแรงเท่ากับปัญหาเรื่องโรค
 
ขอขอบพระคุณ ข้อมูลและรูปภาพ บางส่วนจาก
  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • Flowers&Herbs (Thailand)


 
โปรดคลิ๊ก เพื่อดูรายละเอียด ครับ
โปรดคลิ๊ก เพื่อดูรายละเอียด ครับ
โปรดคลิ๊ก เพื่อดูรายละเอียด ครับ
โปรดคลิ๊ก เพื่อดูรายละเอียด ครับ
 
บริการจัดโปรแกรมท่องเที่ยว ๘ ท่านขึ้นไป ทั่วประเทศไทย ในราคาสมเหตุผล ไม่ต้องรอคอยตามกำหนดเวลา
ต้องการไปยังสถานที่แห่งใด โปรดกรุณาสอบถามได้ทันที ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
 

      ป่าดงดอย การท่องเที่ยว เลขที่ 6 ซอยรามอินทรา127 ถนนรามอินทรา เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
โทรศัพท์ / โทรสาร 0-2918-7736 มือถือ 087-000-2829
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 12/00673
www.pahdongdoy.com  e-mail : webmaster@pahdongdoy.com หรือ pdd2003_1@hotmail.com