ชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ย (Urak Lawoi)
ชาวเลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งทางใต้ของประเทศไทย
อาศัยตามเกาะชายฝั่งในมหาสมุทรอินเดียแถบภูเก็ต
และทะเลอันดามัน ชาวเลอพยพเคลื่อนย้ายเร่ร่อน
ทำมาหากินอยู่ในแถบจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต
กระบี่ และสตูล แต่เนื่องจากชาวเลมีอยู่เพียงจำนวนน้อย
กระจายอยู่หลายแห่ง ไม่มีปัญหาทางด้านการเมืองและการปกครอง
จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจเอาใจใส่
หรือได้รับความช่วยเหลือจากโลกภายนอกเท่าที่ควร
ชาวเลจึงอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง
มีความสัมพันธ์และติดต่อกับคนพื้นเมืองเท่านั้น
อย่างไรก็ตามชาวเลก็มีแบบแผนประเพณี วิถีชีวิตและภาษาเป็นของตนเอง
ซึ่งล้วนแล้วแต่น่าศึกษาด้วยกันทั้งสิ้น
(ประเทือง เครือหงส์, ๒๕๔๑: ๒)
ในประเทศไทย
นอกจากคำว่า ชาวเล ซึ่งเป็นคำเรียกชื่อของชนกลุ่มน้อยในปักษ์ใต้
แล้วก็ยังมีคำอื่นๆ ที่ใช้เรียกชนกลุ่มนี้อีก
เช่น ชาวน้ำ ชาวไทยใหม่ คำว่าชาวน้ำ
เป็นคำที่ชนกลุ่มนี้ถือว่าไม่สุภาพ และดูถูกเหยียดหยามพวกเขา
โดยเขาให้เหตุผลว่า คนเราเกิดมาจากน้ำอสุจิ
ซึ่งถือเป็นน้ำที่ไม่สะอาดบริสุทธิ์ ดังนั้นคำว่า
ชาวน้ำ จึงถือเป็นคำต่ำ เป็นคำที่ชาวเลรังเกียจมาก
จึงไม่ควรใช้คำว่า ชาวน้ำ เรียกชนกลุ่มนี้
(ฉันทัส ทองช่วย, ๒๕๒๘)
ส่วนคำว่า
ชาวไทยใหม่ เป็นคำที่ทางราชการ กำหนดให้เรียกชนกลุ่มนี้แทนคำว่า
ชาวเล หรือ ชาวน้ำ หรือแทนคำอื่นๆ เพื่อต้องการลดช่องว่างด้านความรู้สึกที่ไม่ด
ีระหว่างชนกลุ่มนี้กับประชาชนทั่วไปออกไป
ทำให้พวกเขารู้สึกว่า เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและมีความพอใจต่อคำว่า
ชาวไทยใหม่ มาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าพวกเขามีความรู้สึกว่า
ได้รับการยกย่องให้มีความเสมอภาคเท่าเทียม
กับคนไทยส่วนใหญ่
ประชุม
ชุ่มเพ็งพันธ์ (๒๕๒๑) ได้เขียนถึงความเป็นมาของคำว่า
ไทยใหม่ ในวารสาร อ.ส.ท.เรื่องวัฒนธรรมชาวเล
ความตอนหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียน แจกวัตถุปัจจัยที่จำเป็นต่าง
ๆ แก่ชาวทะเล และโปรดให้เรียกชาวทะเลว่า
ไทยใหม่ ซึ่งบรรดาชาวทะเลปลื้มปิติพอใจมาก
ต้องการให้ชาวบกทั่วไปเรียกพวกเขาตามนามพระราชทาน
ตำนานเกี่ยวกับฆูนุงฌึรัย : ที่มาของชาวเลอูรักลาโว้ย
มีตำนานเรื่องหนึ่งซึ่ง
David Hogan (1972 : 129,128) บันทึกจากคำบอกเล่าของชาวเลวัย
๖๐-๗๐ ปี ที่อาศัยอยู่บนเกาะอาดังว่า พระเจ้าได้ส่ง
นะบีโน๊ะ มาชักชวนให้บรรพบุรุษของเขานับถือพระเจ้า
แต่ถูกปฏิเสธจึงสาปแช่งไว้ จนพวกเขาต้องเคลื่อนย้ายลงมายังชายฝั่งเชิงเขา
ฆูนุงฌึรัย บ้างก็เข้าป่าเป็นคนป่า บ้างก็กลายเป็นลิง
บ้างก็เป็นกระรอก บ้างก็เป็นอูรักลาโว้ย
คนของทะเล หรือชาวเลไป ผู้ให้ข้อมูลคนเดียวกันเล่าว่า
ชาวเลกลุ่มแรกที่อาศัยเรือ JUKOK หรือ
เรือเป็ด ไหลลอยขึ้นมา บ้างก็ตั้งถิ่นฐานในป่าเคดาห์
บ้างก็ตั้งถิ่นฐานที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่
ทั้งนี้ Hogan ได้เน้นย้ำว่าอูรักลาโว้ยผู้สูงอายุส่วนใหญ่กล่าวกันว่า
เกาะลันตา เป็นดินแดนแห่งแรกในประเทศไทย
ที่ชาวเลอูรักลาโว้ยเปลี่ยนวิถีชีวิต ขึ้นไปตั้งถิ่นฐาน
ด้วยเหตุที่
ฆูนุงฌึรัย เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งบรรพบุรุษ
ในความเชื่อของชาวเลอูรักลาโว้ย ดังปรากฏในตำนานที่บอกเล่าโดยชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะอาดัง
ซึ่งบรรพบุรุษรุ่นแรกอพยพไปจากเกาะลันตา
จังหวัดกระบี่ และจากจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งอูรักลาโว้ยที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านหัวแหลมกลาง
และบ้านหัวแหลมสุด อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่
ปัจจุบันต่างเชื่อว่า บรรพบุรุษของพวกเขามาจากดินแดนแห่งนี้
ฆูนุงฌึรัย
จึงเป็นชื่อที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการศึกษาเรื่องราวของชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ย
ทั้งจากความเห็นของนักวิชาการหลายท่าน และแนวทางคำบอกเล่าของชาวเลอูรักลาโว้ยสอดคล้องกันว่า
ฆูนุงฌึรัย คือภูเขาเคดาห์ในรัฐไทรบุรี
ฆูนุงฌึรัย
อาจเป็นแหล่งกำเนิดดั้งเดิม ของบรรพบุรุษอูรักลาโว้ย
หรืออาจเป็นเพียงถิ่นฐานแห่งหนึ่ง ระหว่างเส้นทางที่บรรพบุรุษอูรักลาโว้ย
ได้อพยพย้ายมาไกลนับหลายพันปี สองประการนี้ยังไม่อาจชี้ชัดได้
แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่า ฆูนุงฌึรัย เคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของบรรพบุรุษอูรักลาโว้ย
เมื่อประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ ปี ก่อนอพยพเข้าสู่น่านน้ำไทยในปัจจุบัน
และเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ในตำนานที่พวกเขาจะต้องทำพิธีลอยเรือ
ปลาจั๊ก ไปเซ่นสรวงทุกครั้งที่ลมมรสุมพัดเปลี่ยนทิศทาง
พีธีกรรม
อูรักลาโว้ยที่บ้านสังกาอู้มีประเพณีความเชื่อเป็นของตนเอง
ที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างชัดเจน
และปัจจุนบันยังคงมีประเพณีบางอย่างที่ได้สืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษ
แต่อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปบ้างตามยุคตามสมัย
เนื่องจากการติดต่อกับคนภายนอก และได้รับเอาวัฒนธรรมบางอย่างมาปฏิบัติ
ทำให้รายละเอียดที่ปรากฏ ในพิธีกรรมเหล่านั้นปรับตัวไปตามบริบทสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลา
พิธีบูชาแม่ย่านางเรือ
เป็นพิธีกรรมหนึ่ง
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำมาหากินในชีวิตของชาวเลหมู่บ้านสังกาอู้
ครอบครัวใด ที่มีเรือออกทะเล ต้องถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติ
ในการทำพิธีนี้เพื่อความเป็นสิริมงคล ต่อการทำมาหากิน
คือการออกทะเลหาปลานั่นเอง ชาวเลเชื่อว่าการทำพิธีบูชาแม่ย่านางเรือ
เป็นการบอกกล่าว ให้แม่ย่านางประจำเรือแต่ละลำ
รับรู้เพื่อจะได้คุ้มครองไม่ให้เกิดอุบัติเหตุเวลาออกทะเล
และจับปลาหรือสัตว์ทะเลต่างๆ ได้มาก
พิธีลอยเรือ
พิธีลอยเรือ
เป็นพิธีที่ถือว่าสำคัญสำหรับชาวเลบ้านสังกาอู้มากที่สุด
และเป็นพิธีที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ชุมชนจะจัดพิธีนี้ทุกปี ปีละ ๒ ครั้ง ใช้เวลาครั้งละ
๒ วัน คือ ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ วันขึ้น ๑๕
ค่ำ ของเดือน ๖ และเดือน ๑๑ (ประมาณเดือนพฤษภาคม
และเดือนตุลาคม) เรือที่นำไปลอยเรียกว่า
เรือปาจั๊ก วัตถุประสงค์ในการลอยเรือ
คือ ๑.เพื่อสะเดาะห์เคราะห์ให้ผีร้ายความเจ็บไข้ทั้งหลายทั้งปวง
หายไปจากชุมชน ๒.เพื่อส่งวิญญาณบรรพบุรุษไปสู่แดนสถิตคือ
ฆูนุงฌึรัย ตามความเชื่อ ๓.เพื่อส่งวิญญาณสัตว์ที่เคยฆ่าเป็นอาหารคืนให้เจ้าของเดิม
ประเพณีนี้
ทำให้กลุ่มชนชาวเล มีการกระทำทางสังคมร่วมกัน
และมีโอกาสได้มาพบปะสังสรรกันบ่อยๆ ทำให้เกิดแรงยึดเหนี่ยวทางสังคม
การได้ทำพิธีรำลึกถึงบรรพบุรุษร่วมกัน ของชาวเลทำให้เกิดความสามัคคี
และดำรงวิถีชีวิตที่คงเอกลักษณ์ไว้ ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไป
ทั้งทำให้เกิดการรับวัฒนธรรมใหม่ จากภายนอกเข้ามาปฏิบัติผสมผสานกับประเพณีดั้งเดิม
โดยไม่ละทิ้งประเพณีดั้งเดิมของชุมชนไปเสียทีเดียว
ถึงแม้ว่ารายละเอียดของประเพณีหรือพิธีนั้นๆ
จะไม่คงรูปแบบเดิมไว้ทั้งหมดก็ตาม ซึ่งเป็นธรรมดาของวัฒนธรรม
ที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา |