
|
มวลหมู่สกุณาสรรพชีวิตแห่งฟากฟ้า ไม่เพียงสร้างความสมดุลย์ให้กับธรรมชาติแวดล้อม
ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความงดงาม ปริศนาในธรรมชาติของนกล้วนชวนพิศวง
นับแต่พฤติกรรม โครงสร้างอันมีลีลานุภาพในการบิน
ก่อให้เกิดเรื่องราวในชีวิตวัฒนธรรมของมนุษย์ สร้างสรรค์จินตนาการ
งานศิลปะ และแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้มนุษย์คิดค้นแสวงหาการเดินทางสู่ท้องฟ้าและห้วงจักรวาล
เหล่าปักษา คือ ของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่มีมาในผืนโลก
ทุกวันนี้สังคมอาจเจริญก้าวหน้าพัฒนาการมาไกลเกิน
จนบางครั้ง ผู้คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นคุณค่าสำคัญของสรรพชีวิตที่อยู่ร่วมกันในโลก
ท่ามกลางการทำลายล้างโลกธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ
สรรพชีวิตมากมายสูญสลายชาติพันธุ์ นั่นคือสัญญาณบอกเหตุถึงแหล่งธรรมชาติ
และสภาพแวดล้อมกำลังเลวร้ายลงไปอย่างถึงที่สุด ดังกรณีนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่สูญหายไปจากสภาพธรรมชาติเมืองไทย
ก็หมายถึง ป่าลุ่มชุ่มน้ำที่เคยมีอยู่อย่างสมบูรณ์
กำลังจะหมดไปแล้วใช่หรือไม่ ? |
| |
ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าของประเทศไทยในบัญชีหมายเลข
2 ของอนุสัญญา CITES
| 1 |
ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง
Pteropus lylei |
66 |
นกยูง |
| 2 |
ค้างคาวแม่ไก่เกาะ
Pteropus hypomelanus |
67 |
เหยี่ยวออสเปร |
| 3 |
ค้างคาวแม่ไก่ฝน
Pteropus vampyrus |
68 |
เหยี่ยวขาว |
| 4 |
ชะมดแปลงลายแถบ |
69 |
เหยี่ยวดำ |
| 5 |
นากใหญ่ขนเรียบ |
70 |
เหยี่ยวแดง |
| 6 |
นากใหญ่จมูกขนหรือนากใหญ่หัวปลาดุก |
71 |
เหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาล |
| 7 |
นากเล็กเล็บสั้น |
72 |
เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ |
| 8 |
ปลาโลมาจุก |
73 |
เหยี่ยวนกเขาหงอน |
| 9 |
ปลาโลมาหัวขวดมลายู |
74 |
เหยี่ยวนกเขาหงอน |
| 10 |
ปลาโลมาหัวขวดธรรมดา |
75 |
เหยี่ยวนกกระจอกใหญ่ |
| 11 |
ปลาโลมาหัวขวดปากสั้น |
76 |
เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน |
| 12 |
ปลาโลมาหัวบาตรครีบหลัง |
77 |
เหยี่ยวนกเขาชิเครา |
| 13 |
ปลาวาฬแกลบครีบขาวดำ |
78 |
เหยี่ยวนกกระจอกเล็ก |
| 14 |
ลิงลม |
79 |
เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น |
| 15 |
ลิงกัง |
80 |
เหยี่ยวผึ้ง |
| 16 |
ลิงไอ้เงี้ยะ |
81 |
เหยี่ยวทะเลทราย |
| 17 |
ลิงเสน |
82 |
เหยี่ยวปีกแดง |
| 18 |
ลิงวอก |
83 |
เหยี่ยวหน้าเทา |
| 19 |
ลิงแสม |
84 |
นกอินทรีหัวนวล |
| 20 |
ค่างดำ |
85 |
นกออก |
| 21 |
ค่างแว่นถิ่นใต้ |
86 |
เหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทา |
| 22 |
ค่างหงอก |
87 |
เหยี่ยวปลาเล็กหัวเทา |
| 23 |
ค่างแว่นถิ่นเหนือ |
88 |
เหยี่ยวนิ้วสั้น |
| 24 |
กระแตธรรมดา |
89 |
เหยี่ยวรุ้ง |
| 25 |
กระแตเล็ก |
90 |
เหยี่ยวภูเขา |
| 26 |
กระแตหางหมู |
91 |
เหยี่ยวต่างสี |
| 27 |
กระแตหางขนนก |
92 |
เหยี่ยวดำท้องขาว |
| 28 |
ลิ่นหรือนิ่มพันธุ์มลายู
Manis javanica |
93 |
เหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาว |
| 29 |
เสือปลา |
94 |
เหยี่ยวท้องแดง |
| 30 |
แมวป่าหรือเสือกระต่าย
Felis chaus |
95 |
นกอินทรีแถบปีกแดง |
| 31 |
หมาใน |
96 |
นกอินทรีเล็ก |
| 32 |
อีเห็นน้ำ |
97 |
นกอินทรีดำ |
| 33 |
อีเห็นลายเสือโคร่งหรืออีเห็นลายพาด |
98 |
นกอินทรีปีกลาย |
| 34 |
นกกก นกกาฮังหรือนกกะวะ |
99 |
นกอินทรีสีน้ำตาล |
| 35 |
นกกระเรียน |
100 |
นกอินทรีหัวไหล่ขาว |
| 36 |
นกกระสาดำ |
101 |
พญาแร้ง |
| 37 |
นกแก้วโม่ง |
102 |
อีแร้งดำหิมาลัย |
| 38 |
นกแขกเต้า |
103 |
อีแร้งสีน้ำตาล |
| 39 |
นกแก้วหัวแพร |
104 |
อีแร้งเทาหลังขาว |
| 40 |
นกกะลิง,นกกะแล |
105 |
เหยี่ยวทุ่ง |
| 41 |
นกหกใหญ่ |
106 |
เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ |
| 42 |
นกหกเล็กปากแดง |
107 |
เหยี่ยวด่างดำขาว |
| 43 |
นกหกเล็กปากดำ |
108 |
เหยี่ยวเล็กตะโพกขาว |
| 44 |
นกแสก |
109 |
เหยี่ยวแมลงปอขาแดง |
| 45 |
นกแสกแดง |
110 |
เหยี่ยวแมลงปอขาดำ |
| 46 |
นกเค้าเหยี่ยว |
111 |
เหยี่ยวเคสตรัส |
| 47 |
นกเค้าหน้าผากขาว |
112 |
เหยี่ยวตีนแดง |
| 48 |
นกเค้าแดง |
113 |
เหยี่ยวฮอบบี้ยุโรป |
| 49 |
นกเค้าภูเขา |
114 |
เหยี่ยวค้างคาว |
| 50 |
นกเค้าหูยาวเล็ก |
115 |
นกแว่นสีเทา |
| 51 |
นกเค้ากู่,นกฮูก |
116 |
นกแว่นสีน้ำตาล |
| 52 |
นกเค้าแคระ |
117 |
นกหว้า |
| 53 |
นกเค้าโม่ง,นกเค้าแมว |
118 |
งูจงอาง |
| 54 |
นกเค้าจุด |
119 |
งูสิงหางลาย |
| 55 |
นกเค้าป่าหลังจุด |
120 |
งูเหลือม |
| 56 |
นกเค้าป่าสีน้ำตาล |
121 |
งูหลาม |
| 57 |
นกเค้าแมวหูสั้น |
122 |
งูหลามปากเป็ด |
| 58 |
นกเค้าใหญ่พันธุ์เนปาล |
123 |
งูเห่า |
| 59 |
นกเค้าใหญ่พันธุ์สุมาตรา |
124 |
เหี้ย,เหี้ยดอก,มังกรดอก |
| 60 |
นกเค้าใหญ่สีคล้ำ |
125 |
ตัวเงินตัวทอง,เหาช้าง |
| 61 |
นกทึดทือพันธุ์เหนือ |
126 |
ตุ๊ดตู่ |
| 62 |
นกทึดทือพันธุ์มลายู |
127 |
แลนดอน |
| 63 |
นกเงือกหัวแรด |
128 |
เต่าเหลือง,เต่าเทียม,เต่าขี้ผึ้ง |
| 64 |
นกแต้วแล้วลาย |
129 |
เต่าเสือ,เต่ากระ,เต่าเขาสูง |
| 65 |
นกเป็ดหงส์ |
130 |
เต่าหก |
|
| |
การดูนก คือ จุดเริ่มต้นสำหรับการเรียนรู้ธรรมชาติ
นักดูนกจึง ควรเตรียมความพร้อม ทั้งในการตระหนักถึง
ความเป็นผู้ไปเยือนที่ ต้องเคารพในสิทธิ์ของสัตว์ป่า
ซึ่งเปรียบเหมือนเจ้าของบ้าน และ การเตรียมความพร้อมของ
อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่อง ราวจากธรรมชาติได้มากที่สุด
มีข้อแนะนำจากนักดูนกรุ่นเก่า ๆ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการเริ่มต้นดูนก
ขั้นแรก ทำความรู้จักนกในถิ่นที่อยู่ของเราก่อน
โดยการจำนกที่พบเห็นบ่อย ๆ บริเวณบ้าน เพื่อสร้างความชำนาญในการพิจารณาลักษณะ
และสีสัน กิริยาอาการต่าง ๆ ของนก ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจถึงพฤติกรรม
และชีวิตนกได้ดีขึ้น ขั้นต่อมาการเตรียมอุปกรณ์สำหรับดูนก
นั่นก็คือ |
- กล้องส่องทางไกล กำลังขยายที่เหมาะสำหรับดูนกจะอยู่ในช่วง
7x-10x
- คู่มือดูนก A Guide to The Birds of Thailand
ฉบับสมบูรณ์ในปัจจุบัน เรียบเรียงโดย นายแพทย์
บุญส่ง เลขะกุล และ คุณฟิลลิป ดี.ราวนด์ เปรียบเหมือนตำราที่บอกถึงชื่อ
และวงศ์ของนก ข้อมูลของนกแต่ละชนิด ลักษณะต่าง
ๆ ของนก นอกจากนี้ก็ยังมี Bird Guide of Thailand
โดยนายแพทย์ บุญส่ง เลขะกุล และ Mr.Edward Cronin
Dr. ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง อีกเล่มหนึ่งคือ A
Field Guide to The Birds of South East Asia
ของ Mr.Ben King
- สมุดบันทึก การจดบันทึกจะทำให้เราเก็บรายละเอียดต่าง
ๆ เกี่ยวกับนกไว้ได้ อาจจะวาดภาพประกอบ รวมทั้งระบุสภาพแวดล้อมที่พบเห็นนกในขณะนั้น
สถานที่ และวันเวลา
|
| ในการจำแนกชนิดของนกนั้น สิ่งสำคัญก็คือ รูปร่าง
วิธีที่นกเคลื่อนไหว วิธีกินอาหาร และวิธีการบิน
นกทุกชนิด มีลักษณะบอกถึงชนิดของตัวเอง ลักษณะของนกที่ใช้ในการจำแนกชนิดอย่างง่าย
ๆ ได้แก่ |
- รูปร่าง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราจัดนกที่เห็นอยู่ในกลุ่มหรือวงศ์ที่ถูกต้อง
- ขนาด เปรียบเทียบขนาดนกที่พบกับนกที่เรารู้จักดีแล้ว
- จุดเด่น นกหลายชนิดมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่
หัว หาง หรือปีก ซึ่งจะมีประโยชน์ในการจำแนกชนิดของนกได้อย่างดี
- การเคลื่อนไหว ดูว่านกที่พบนั้นเดิน วิ่ง
กระโดด หรือบินอย่างไร
- การกินอาหาร การกินอาหารของนกแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน
เช่น นกกะรางหัวขวานจะหากินตามพื้นดิน นกโพระดกจะหากินบนต้นไม้
นกจาบคา จับแมลงกินในอากาศ
- ถิ่นที่อยู่ นับว่าสำคัญมากสำหรับนักดูนก
เพราะนกบางชนิดอยู่ได้ในสภาพที่อยู่หลาย ๆ แบบ
บางชนิดมีถิ่น ที่อยู่โดยเฉพาะ เช่น ที่ราบป่าต่ำ
บนเขาสูง ป่าชายทะเล เมื่อทราบว่านกชนิดใดชอบถิ่นที่อยู่แบบใดแล้ว
ก็จะเป็นการง่ายในการหาดูนกที่ต้องการ
- เวลาในการดูนก มีนกหลายชนิดย้ายถิ่นเข้ามาในบ้านเรา
ช่วงปลายฝนต้นหนาว หน้าหนาวจึงเป็นช่วงเหมาะ
ที่จะดูนกย้ายถิ่น
- เสียง เป็นวิธีการที่จะบอกได้ว่า นกซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
ถ้าเราจดจำเสียงนกได้ ก็อาจระบุชนิดของนกได้เลย
นอกจากนี้เสียงยังมีประโยชน์ในการจำแนกชนิดของนกที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันได้
|
การดูนก ถือเป็นการเดินทางไปชมธรรมชาติ หรือป่าเขาลำเนาไพรที่เรามักนิยมทำกัน
แต่ในการเดินทางไปชมธรรมชาติในครั้งนี้ เราจะเน้นที่นก
ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมีกล้องสองตา (Binoculars)
หรือกล้องเทเลสโคป (Telescope) ติดตัวไปด้วย เพื่อช่วยให้เห็นนกได้อย่างชัดเจน
เห็นรายละเอียดของรูปร่าง สีสัน และพฤติกรรมต่าง
ๆ ราวกับว่านกที่เราเห็นกำลังเกาะ กระโดด หรือบินอยู่ใกล้
ๆ ตัวเรา
ก่อนออกเดินทางไปดูนกในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นในอุทยานแห่งชาติ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า พื้นที่อนุรักษ์
หรือสถานที่ดูนก (Birding Spot) นักดูนกทุกคนควรเตรียมตัวดังต่อไปนี้
เพื่อให้การเดินทางไปดูนก ในธรรมชาติได้รับประโยชน์สูงสุด |
- ศึกษาและหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ ที่จะไปดูนกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เช่น เส้นทางที่ใช้เดินทางไป สถานที่ดูนก เส้นทางภายในสถานที่ดูนก
พืชพรรณธรรมชาติ และลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ
ลักษณะของที่พัก ซึ่งอาจเป็นบ้านพัก หรือต้องกางเต็นท์
รวมทั้งการขออนุญาตเข้าไปใช้พื้นที่ล่วงหน้าด้วย
- ศึกษาชนิดของนก ที่อาจพบในสถานที่ ที่จะไปดูนก
โดยติดต่อขอรายชื่อนกที่สำรวจพบในพื้นที่นั้น
ๆ จาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดูนกภาคสนามให้พร้อม
ได้แก่ กล้องสองตา กล้องเทเลสโคป คู่มือดูนก
สมุดบันทึก ปากกา หรือดินสอ ควรตรวจสภาพกล้องสองตาให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง
- เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเดินทางไปดูนกในธรรมชาติ
เช่น หมวก กระติกน้ำ และอุปกรณ์ส่วนตัวอื่น
ๆ ถ้าหากเดินทางไปดูนกในช่วงฤดูฝน ควรเตรียมร่ม
เสื้อกันฝน และถุงพลาสติก เพื่อใช้ใส่กล้องสองตาไปด้วย
- แต่งกาย หรือจัดเตรียมเสื้อผ้า ซึ่งมีสีสันเข้ากับสภาพแวดล้อม
เช่น เขียว น้ำตาล น้ำเงิน เ เทา หรือดำ ไม่ควรใส่เสื้อผ้า
หรือหมวกสีขาว หรือสีสดใสอื่น ซึ่งถือว่าเป็นสีเตือนภัย
(Warning Color) เพราะนก สามารถมองเห็นได้แต่ไกล
และอาจบินหนีไปก่อนที่เราจะได้เห็นตัว
|
| เมื่อกิจกรรมดูนกแพร่หลายออกไป ก็จำเป็นต้องมีข้อปฏิบัติ
ที่เป็นหลักเกณฑ์ไปในทางเดียวกัน เพื่อให้นักดูนกทุกคน
ได้คำนึงถึงความสุขของนกมากที่สุด และต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นด้วย
นักดูนกทุกคน ควรยึดข้อควรปฏิบัติ 9 ประการ ดังนี้ |
- ความสุขของนกต้องมาก่อน การดูนก การถ่ายภาพ
การอัดเสียง รวมทั้งการศึกษาทางวิชาการ ควรคำนึง
เสมอว่า ต้องไม่เป็นการรบกวน หรือสร้างความลำบากให้แก่นก
- อนุรักษ์แหล่งอาศัยหากินของนก การกระทำกิจกรรมต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูนก ต้องไม่เป็นการบุกรุก
ทำลายแหล่งอาศัยหากินของนก จนพื้นที่นั้นเสียหาย
หรือเสื่อมโทรมลงไป
- เมื่อพบนกที่หายากทำรัง ต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ก่อนสิ่งอื่นใด
พยายามคุ้มครองนกให้ดีที่สุด ควรบอกเฉพาะผู้ที่ควรจะทราบเท่านั้น
ไม่ควรรีบบอกต่อไปยังนักดูนกคนอื่น ๆ เพราะอาจทำให้นักดูนกจำนวนมาก
มุ่งไปดูนกที่หายาก จนเป็นการรบกวนนก
- เมื่อพบนกย้ายถิ่นที่หายาก ต้องนึกอยู่เสมอว่า
หากข่าวแพร่ออกไป ต้องมีนักดูนกมาดูกันมาก ซึ่งอาจมีผลกระทบอื่น
ๆ ตามมา เช่น เป็นการรบกวนนก รวมทั้งเจ้าของพื้นที่
และผู้อยู่ใกล้เคียง พื้นที่ที่นกหากินอาจเกิดความเสียหาย
หรือเกิดปัญหากับเจ้าของพื้นที่หรือไม่
- ปฏิบัติตามกฎหมายอนุรักษ์เสมอ ไม่ว่าจะไปดูนกยังสถานที่ใด
เราควรเคารพ และปฏิบัติตามกฎหมาย ที่อนุรักษ์นก
และพื้นที่นั้นเสมอ
- เคารพสิทธิของเจ้าของพื้นที่ ไม่ควรเข้าไปดูนก
ภายในพื้นที่ใด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ
การไปทุกครั้ง ควรแจ้งให้เจ้าของพื้นที่ทราบล่วงหน้าเสมอ
- เคารพสิทธิของผู้อื่นที่ใช้สถานที่ร่วมกัน
ในขณะที่ผู้อื่นดูนกอยู่ ไม่ควรทำให้นกตกใจจนบินหนีไป
ต้องคำนึงเสมอว่ามีผู้อื่นที่ใช้สถานที่ร่วมอยู่กับเรา
และหากมีผู้อื่นที่ไม่ใช่นักดูนก อยู่ในบริเวณนั้นด้วย
ไม่ควรกระทำสิ่งใดที่เป็นการรบกวนกิจกรรม ที่เขากำลังดำเนินอยู่
- รายงานการพบนก ให้หน่วยงานที่เก็บข้อมูล
และเจ้าของพื้นที่เก็บไว้ การศึกษา และอนุรักษ์นกในปัจจุบัน
มีผลมาจากการรายงาน การพบนกของนักดูนกในอดีต
ดังนั้น การที่เรารายงานการพบนกในปัจจุบัน ให้ผู้ที่
เกี่ยวข้องได้ทราบ จะเป็นประโยชน์ต่อการดูนก
การศึกษา และการอนุรักษ์นกในอนาคต
- ปฏิบัติเช่นเดียวกับในต่างประเทศ ไม่ว่ากฎหมายของแต่ละประเทศบัญญัติไว้ต่างกันเช่นไร
แต่การดูนก ก็มีหลักเกณฑ์เหมือนกันทุกแห่ง นักดูนกจึงควรยึดหลักเกณฑ์
ที่กล่าวมาแล้วในทุกแห่ง เพื่อการดูนก จะได้เป็นกิจกรรมสากล
ในระดับนานาชาติ อันจะเป็นผลดีในการร่วมมือกันอนุรักษ์นกต่อไป
|
ประเทศไทย ของเราตั้งอยู่ในเขต ที่เป็นแหล่งรวมของนกจาก
เชิงเทือกเขาหิมาลัย พม่า ตอนใต้ของจีน อินโดจีน
และนกที่พบทางคาบสมุทรมลายู จึงมีทั้งนกประจำถิ่น
และนกย้ายถิ่น เป็นจำนวนกว่า 925 ชนิด ซึ่งนับว่ามีจำนวนมาก
เมื่อเทียบขนาดกับพื้นที่ของประเทศ และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
เมื่อนกหายากหลายชนิด ใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทาง ในการอพยพย้ายถิ่นในฤดูหนาว
ก่อน ที่จะทราบถึงแหล่งดูนกในประเทศไทย เราควรทราบถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของนกเสียก่อน
ว่ามีแบบใดบ้าง ถิ่นที่อยู่อาศัย และแหล่งหากินของนกในประเทศไทย
พอแบ่งออกเป็น 12 ประเภทได้ดังนี้ |
- ป่าเขาสูง หรือป่าดิบเขา โดยทั่วไป เรามักยึดหลักกันว่า
ป่าที่เรียกว่าป่าดิบ เขาจะต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเล
ไม่ต่ำกว่า 1,000 เมตร พบได้ทั่วไปทุกภาค แต่พบได้มากในภาคเหนือ
สภาพป่ามักเป็นป่าทึบ ต้นไม้ไม่สูงมากนัก ในป่าที่สูงมาก
ๆ เช่น ตามยอดดอยต่าง ๆ มักมีมอส และเฟิร์นขึ้น
แสดงถึงความชื้นในป่านั้นมีสูง นกที่พบในป่าเขาสูงมีหลายชนิด
ส่วนใหญ่จะพบได้เฉพาะในป่าประเภทนี้เท่านั้น
เช่น นกศิวะหางสีน้ำตาล (Chestnut-tailed Minla)
นกกินปลีหางยาวเขียว (Green-tailed Sunbird)
และนกโพระดกคางเหลือง (Golden-throated Barbet)
เป็นต้น
- ป่าดงดิบ ป่าดงดิบแบ่งออกได้เป็นหลายแบบ
เช่น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าดิบฝน ในที่นี้ป่าดงดิบ
หมายถึง ป่าดงดิบที่อยู่ระดับความสูงตั้งแต่
200 เมตร จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป จนถึงระดับ
1,000 เมตร พรรณไม้จะมีหลายหลาก แตกต่างกันไปตามสภาพของดิน
และภูมิศาสตร์ของป่าดิบนั้น ๆ นกป่าส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในป่าประเภทนี้
เช่น นกกก (Great Hornbill) นกพญาไฟใหญ่ (Scalet
Minivet) นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้า (blue-winged
Leafbird) และนกเขียวคราม (Asian Fairy-bluebird)
เป็นต้น
- ป่าเบญจพรรณ ป่าประเภทนี้เป็นป่าที่มีความสำคัญแก่นก
และสัตว์ป่ามาก เนื่องจากมีความหลากหลายของพรรณไม้
ทำให้มีอาหารหลายอย่างให้สัตว์ได้เลือก มีนกที่น่าสนใจ
เช่น พวกไก่ฟ้า (Pheasants) นกขุนแผนอกสีส้ม
(Orange-breasted trogon) นกโพระดกหูเขียว (Green-eared
Barbet) เป็นต้น
- ป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังเป็นป่าที่ขึ้นในบริเวณที่ดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์นัก
มีพรรณไม้เด่น เช่น ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ทุ่งฟ้าส้าน
นกที่พบประจำในป่าเต็งรัง คือ พวกนกหัวขวาน
(Woodpeckers) เช่น นกหัวขวานเขียวตะโพกแดง
(Black-headed Woodpecker) นกหัวขวานใหญ่สีดำ
(White-bellied Woodpecker ) และนกป่าอื่น ๆ
เช่น นกไต่ไม้ท้องสีเม็ดมะขาม (Chestnut-belllied
Nuthatch) และนกปีกลายสก๊อท (Eurasian Jay)
เป็นต้น
- ป่าในที่ราบต่ำ ป่าที่อยู่จากระดับน้ำทะเลไปจนถึงที่ระดับความสูง
200 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์
และมีเหลืออยู่น้อยในบ้านเรา นกที่พบมีที่น่าสนใจ
เช่น นกแต้วแล้วท้องดำ (Gurney's Pitta) นกเงือกดำ
(Black Hornbill) นกโพระดกหลากสี (Red-crowned
Barbet) และนกขุนแผนตะโพกสีน้ำตาล (Cinnamon-rumped
Trogon) เป็นต้น
- ป่าลุ่มแม่น้ำ ป่าลุ่มแม่น้ำกำลังจะหมดไป
พร้อมกับการเข้ามาแทนที่ของความเจริญ แม่น้ำหลายสายถูกดัดแปลงให้เป็นเขื่อน
ทำให้นกหลายชนิดต้องเดือดร้อน เช่น พวกนกกะเต็น
(Kingfishers) นกยูง (Green Peafowl) และพวกนกพญาปากกว้าง
(Broadbills) ที่ชอบทำรังใกล้ ๆ น้ำ เช่น นกพญาปากกว้างท้องแดง
(Black-and-Red Broadbill) เป็นต้น
- ป่าชายเลน หรือป่าโกงกาง ป่าชายเลน หรือป่าโกงกาง
เป็นป่าที่กำลังจะหมดไปจากประเทศไทย เนื่องจากการพัฒนาชายฝั่งทะเลให้เป็นแหล่งเลี้ยงกุ้ง
เพื่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้พื้นที่ป่าชายเลน
ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในท้องทะเลต้องหมดไป
นกหลายชนิดก็ได้รับผลกระทบด้วย เช่น นกกะเต็นใหญ่ปีกสีน้ำตาล
(Brown-winged Kingfisher) นกฟินฟุท (Masked
Finfoot) และนกกระสาคอดำ (Black-necked Stork)
ซึ่งกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยในไม่ช้านี้
- ทุ่ง-ทุ่งนา ทุ่งหญ้าที่มีน้ำขัง พื้นที่ชุ่มน้ำ
หรือเรียกว่า ท้องทุ่ง (Marsh) และ ทุ่งนา (Paddyfields)
เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งหากินของนกหลายชนิด
ทั้งนกประจำถิ่น และนกย้ายถิ่น เช่น พวกนกเต้าลม
(Wagtails) และพวกนกจาบปีกอ่อน (Finches) นกประจำถิ่นที่สำคัญก็
เช่น พวกนกกระสาแดง (Purple Heron) นกบางชนิดก็สูญพันธุ์ไปแล้ว
เช่น นกกระเรียน (Sarus Crane) เป็นต้น ท้องทุ่งเป็นสภาพที่กำลังถูกคุกคามจากการพัฒนา
เช่นเดียวกับแหล่งที่อยู่อาศัยของนกแบบอื่น
ๆ
- หนอง บึง ทะเลสาบ และแม่น้ำใหญ่ นกน้ำได้อาศัยแหล่งน้ำในการหากิน
สร้างรัง วางไข่ มีนกทั้งที่เป็นนกประจำถิ่น
และย้ายถิ่นเข้ามาในฤดูหนาว เช่น นกเป็ดแดง
(Lesser whistling-Duck) นกอีลุ้ม (Watercock)
และนกอีแจว (Pheasant-tailed Jacana) เป็นต้น
เนื่องจากประชากรมากขึ้น และมีการพัฒนาอุตสาหกรรม
โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับสภาพ
และคุณภาพของสิ่งแวดล้อม หนอง บึง และทะเลสาบก็เปลี่ยนไป
ทำให้นกหลายชนิดอยู่ในสภาพน่าเป็นห่วงว่าจะสูญพันธุ์ไปในไม่ช้า
- หาดทรายและหาดโคลน หาดทราย และหาดโคลนตามชายฝั่งทะเลเป็นพื้นที่
ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด สำหรับนกชายเลน
(Waders) นกหลายชนิดกำลังจะหมดไป เช่น นกหัวโตมลายู
(Malasian Plover) นกที่ย้ายถิ่นมาในฤดูหนาว
เช่น นกทะเลซ่อมอกแดง (Asian Dowicher) นกหัวโตกินปู
(Crab Plover) เป็นต้น นากุ้ง บ่อเลี้ยงปลา
และการพัฒนาหาดทรายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นเหตุให้นกที่หากินอยู่
ตามหาดทราย และหาดโคลนต้องเดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส
- ป่าเกาะและทะล ป่าเกาะ หมายถึง ป่าบนเกาะในทะเล
ซึ่งเป็นแหล่งพักพิง ที่อยู่อาศัย และแหล่งสร้างรัง
ของพวกนกทะเล หรือนกที่ย้ายถิ่นข้ามทะเล หรือข้ามทวีป
เช่น พวกนกโจรสลัด (Frigatebirds) นกนางนวล
(Gulls and Terns ) และนกประจำถิ่น เช่น นกชาปีไหน
(Nicobar Pigeon) เป็นต้น
- สวนสาธารณะ สวนผลไม้ในเมืองและเมือง เราคงไม่ลืมว่าเราเห็น
และรู้จักนกกระจอกบ้าน (Eurasian Tree-Sparrow)
ก่อนนกชนิดใด ๆ เนื่องจากเป็นนกที่ทำรังใต้ซอกหลังคาบ้านเรา
และพบเห็นได้ทั่วไปในเมือง นกในเมืองก็ใช้ความเป็นเมืองในการดำรงชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหาร แหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งที่สร้างรังวางไข่
ตัวอย่างเช่น นกพิราบ นกตีทอง (Coppersmith
Barbet) นกสีชมพูสวน (Scarlet-backed Flowerpecker)
และนกเอี้ยงสาริกา (Common Myna) เป็นต้น
|
| เทคนิคการดูนกในธรรมชาติ |
- ออกไปดูนกเวลาเช้าตรู่ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น
เพราะนกส่วนใหญ่ชอบออกหากินในเวลาเช้าตรู่ และจะหากินไปเรื่อย
ๆ จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 10.00 น. เป็นต้นไป
นกจะออกหากินน้อยลง และเริ่มพักผ่อน พอเวลาประมาณ
14.00 น. เป็นต้นไป นกจึงเริ่มออกหากินใหม่
และจะหากินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลาพลบค่ำ
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นกกลางคืนเริ่มออกหากิน
- พยายามหยุดทุก ๆ 5 นาที เพื่อสำรวจดูนกรอบ
ๆ ตัว รวมทั้งพยายามฟังเสียงร้องของนกด้วย เพื่อจะได้ทราบว่าในบริเวณรอบ
ๆ ตัวเรา ในระยะที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า มีนกกี่ตัว
กี่ชนิด อะไรบ้าง
- พยายามมองหานกตั้งแต่บนพื้นดิน ในกอหญ้า
พุ่มไม้ ไม้ยืนต้น ตั้งแต่ระดับโคนต้นไม้ขึ้นไปเรื่อย
ๆ จนถึง ระดับยอดไม้ และในเรือนยอดทุก ๆ ระดับ
รวมทั้งในท้องฟ้าด้วย
- พยายามส่งเสียงให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด
ไอ จาม กระแอม หรือเสียงที่เกิดจากการเหยียบใบไม้แห้ง
เพราะนกจะหนีไปเสียก่อนที่จะได้เห็นตัว
- เมื่อเห็นนกด้วยตาเปล่า ไม่ว่านกนั้นจะอยู่ไกลเพียงใด
ควรรีบส่องกล้องสองตาดูทันที เพราะถ้าหากรอให้
เข้าไปใกล้มากกว่านี้ นกอาจจะหนีไปเสียก่อน
ถ้าหากนกยังไม่หนีไปไหน ก็ควรเดินเข้าไปใกล้
ๆ นกให้มากขึ้น เราจะได้เห็นนกได้ชัดเจนขึ้น
- เมื่อเห็นนกไม่ควรแย่งกันดู แต่ควรส่องกล้องสองตาดูนก
ในตำแหน่งที่แต่ละคนยืน หรือนั่งอยู่ แต่ถ้าไม่เห็นจริง
ๆ จึงค่อยเปลี่ยนตำแหน่ง แต่จะต้องเคลื่อนที่อย่างช้า
ๆ การยื่นแขน หรือมือออกไปชี้นกให้คนในกลุ่มดู
ควรยกขึ้นช้า ๆ ให้แนบชิดกับลำตัว และชี้ให้คนอื่นดู
หรือพูดให้เบาที่สุด
- เมื่อเห็นนกควรจดจำรายละเอียดของนกตัวนั้น
ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ว่ามีสีสัน และลวดลายเช่นใด
หากจำรายละเอียดได้มาก จะช่วยในการจำแนกชนิดของนกได้ง่าย
นอกจากนี้ควรจะต้องจดจำพฤติกรรมต่าง ๆ ของนกด้วย
- การหานกในธรรมชาติ เป็นเรื่องที่จะต้องใช้การฝึกฝน
เพื่อให้เกิดความชำนาญ ควรเริ่มจากการหานกที่อยู่รอบ
ๆ บ้าน แล้วจึงไปดูในสวนสาธารณะ ตามชานเมือง
ทุ่งนา แล้วค่อยเข้าไปดูนกตามป่าเขาลำเนาไพร
และตามชายทะเล
|
เราสามารถจะช่วยอนุรักษ์นกกันได้ทุกคน โดยทำบ้านของเรา
ให้เป็นแหล่งอาศัย ที่ปลอดภัยสำหรับนก สร้างแหล่งอาหารขึ้นมา
หากใครมีบ้านที่มีบริเวณกว้างขวาง ก็เลือกปลูกต้นไม้ผล
เช่น ต้นตะขบ ไทร หม่อน ตำลึง เพื่อดึงดูดให้นกเข้ามาหากิน
แต่ถ้าใครมีพื้นที่จำกัด ก็สามารถดึงดูดให้นกเข้ามา
ด้วยการเตรียมอาหารไว้ต้อนรับ เช่น วาง กล้วยไว้สำหรับนกที่กินผลไม้
เตรียมที่ใส่น้ำหวานให้นกมาดูดกิน ทุกเช้าวางกระถางใส่น้ำไว้หน้าบ้าน
ให้นกมาอาบ หรือดื่มกิน เพียงแค่นี้ก็จะมีนกหลายชนิดเข้ามาอาศัยในบ้านให้เราได้ชื่นชม
การสร้างรังเทียมให้นกที่บ้าน เป็นการช่วยขยายพันธุ์ให้นก
โดยเฉพาะนกที่อยู่ในเมือง รังส่วนใหญ่มักสร้างด้วยไม้
เป็นทรงสี่เหลี่ยมขนาดพอดีกับตัวนก และมีช่องทางสำหรับให้นกเข้าออก
รังเทียมควรติดไว้ตามต้นไม้ หรือชายคาบ้าน เพียงไม่นาน
เราคงจะได้เห็นนกเข้าจับจอง ใช้เป็นที่ทำรังวางไข่
และเลี้ยงลูกน้อย
หากเราไม่นำนกมาเลี้ยง หรือบริโภค รวมทั้งไม่สนับสนุนการซื้อนก
เพื่อปล่อยเอาบุญ ก็เป็นการช่วยอนุรักษ์นกอีกทางหนึ่ง
เพราะตราบใดที่ยังคงมีการเลี้ยง หรือซื้อขายนก นกในธรรมชาติคงถูกจับมาขายมากขึ้น
หากเราต้องการจะได้ชื่นชมกับนก ก็ควรเลือกวิธีออกไปดูในธรรมชาติ
หรือดึงดูดให้นกเข้ามาอาศัยอยู่รอบ ๆ บ้านของเรา
จะเป็นหนทางที่ดีกว่า
การดูนกจึงเป็นกิจกรรมที่จะช่วยเชื่อมเราเข้ากับธรรมชาติ
และได้เรียนรู้ถึงชีวิตของนกชนิดต่าง ๆ ที่ล้วนดำรงอยู่ได้ด้วยความผูกผัน
และพึ่งพาธรรมชาติรอบข้าง จนในที่สุดทำให้เราตระหนักในความสำคัญ
ในคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ และหันมาร่วมมือกันรักษาเอาไว้ |
| |
| ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗ |