คำว่า ยะลา มาจากภาษาพื้นเมืองเดิมว่า
ยะลอ ซึ่งแปลว่า "แห" เป็นเมืองชายแดนภาคใต้ที่มี
ความน่าสนใจทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติที่สวยงาม
เป็นเมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรม ของชนต่างเชื้อชาติ ทั้งไทย
จีน และอิสลาม ตัวเมืองยะลามีการวางผังเมืองที่เป็นระเบียบเรียบร้อย
และยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้
เดิมยะลาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองปัตตานี ซึ่งเป็นเมืองขึ้นอยู่กับราชอาณ
าจักรไทยครั้งสมัยกรุง สุโขทัยเป็นราชธานี ในปี พ.ศ. 2310
หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า บรรดาหัวเมืองต่าง
ๆ ในบริเวณแถบนี้ต่างก็ประกาศตัวเป็นอิสระ ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงรับสั่งให้กรมพระราชวัง
บวรมหาสุรสีหนาทยกทัพหลวงไปตีเมืองปัตตานี ในปี พ.ศ. 2351
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกหัวเมืองปัตตานีเป็น 7
หัวเมือง คือ เมืองปัตตานี เมืองสายบุรี เมืองหนองจิก
เมืองยะหริ่ง เมืองระแงะ เมืองรามัน และเมืองยะลา สำหรับเมืองยะลานั้น
มีการเปลี่ยนแปลงเจ้าเมืองหลายครั้ง ก่อนที่จะมีการประกาศยุบเลิกมณฑล
ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยระเบียบแห่งราชอาณาจักรสยามในปี พ.ศ.
2476 และกลายมาเป็นจังหวัดหนึ่งของไทยในที่สุด
จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ
4,521 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อจังหวัดสงขลา ปัตตานี
นราธิวาส และประเทศมาเลเซีย เป็นจังหวัดเดียวในภาคใต้ที่ไม่มี พื้นที่ติดต่อกับทะเล
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ พื้นที่ราบมีน้อย ยะลาแบ่งการปกครองออกเป็น
7 อำเภอ และ 1 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอเบตง อำเภอบันนังสตา
อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอธารโต อำเภอกาบัง และกิ่งอำเภอกรงปินัง
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับจังหวัดปัตตานี
ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดนราธิวาส
ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดสงขลา
ทิศใต้ ติดกับประเทศมาเลเซีย
การเดินทาง
รถยนต์ ยะลาอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 1,084
กิโลเมตร โดยเดินทางไปตาม ถนนเพชรเกษมผ่าน เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร
ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านทุ่งสง-พัทลุง-หาดใหญ่ และเดินทางต่อไปปัตตานีจนถึงยะลา
รถไฟ ยะลาอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 1,055
กิโลเมตร การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดบริการเดินรถ กรุงเทพฯ
- ยะลา ทุกวัน ทั้งรถด่วนและรถเร็ว รายละเอียดสอบถามได้ที่
หน่วยบริการเดินทาง สถานีรถไฟหัวลำโพง โทร. 1690, 0 2223
7010, 0 2220 4334 สถานีรถไฟยะลา โทร. 0 7321 4207 www.railway.co.th
รถโดยสารประจำทาง มีรถปรับอากาศของบริษัท
ขนส่ง จำกัด บริการระหว่าง กรุงเทพฯ - ยะลา รถออกจากสถานีขนส่งสายใต้
ถนนบรมราชชนนี สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0 2435 1199,
0 2434 7192, 0 2435 5605 www.transport.co.th และบริษัทเอกชน
บริการระหว่างกรุงเทพฯ - ยะลา - เบตง ติดต่อบริษัท ไทยเดินรถ
โทร. 0 2435 5015 และบริษัทปิยะทัวร์ โทร. 0 2435 5014
เครื่องบิน ไม่มีบริการเดินทางโดยเครื่องบินไปจังหวัดยะลาโดยตรง
แต่การบินไทยมีบริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ - หาดใหญ่
และเดินทางต่อไปยังจังหวัดยะลาโดยรถไฟ รถประจำทาง รถแท๊กซี่หรือรถตู้ปรับอากาศ
สอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท การบินไทย จำกัด โทร. 1566,
0 2280 0060, 0 2628 2000 สำนักงานหาดใหญ่ โทร. 0 7423
3433 www.thaiairways.com หรือ หจก. สายโสภา รีพีทเตอร์
ยะลา โทร. 0 7321 2582, 0 7321 5830
ระยะทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอและกิ่งอำเภอต่าง
ๆ
อำเภอยะหา 21 กิโลเมตร
กิ่งอำเภอกรงปินัง 22 กิโลเมตร
อำเภอรามัน 26 กิโลเมตร
อำเภอบันนังสตา 39 กิโลเมตร
อำเภอกาบัง 40 กิโลเมตร
อำเภอธารโต 61 กิโลเมตร
อำเภอเบตง 140 กิโลเมตร
การเดินทางภายในอำเภอเบตงไปยังอำเภอและจังหวัดต่าง
ๆ
รถตู้ไปหาดใหญ่ ค่าโดยสารคนละ 130 บาท โทร. 0 7323 1924
รถตู้ไปยะลา ค่าโดยสารคนละ 60 บาท โทร. 0 7323 2280
แท๊กซี่ไปยะลา ค่าโดยสารคนละ 80 บาท โทร. 0 73231326,
0 7323 0447
รถบัสไปยะลา ค่าโดยสารคนละ 60 บาท โทร. 0 7323 1966
แหล่งท่องเที่ยว
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ตั้งอยู่ถนนพิพิธภักดี
หน้าศาลากลางจังหวัดยะลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยอดเสาหลักเมืองให้เมื่อวันที่
18 พฤษภาคม 2505 ภายในศาลประดิษฐานยอดเสาหลักเมือง ซึ่งสร้างด้วยแก่นไม้ชัยพฤกษ์สูง
50 เซนติเมตร วัดโดยรอบที่ฐาน 43 นิ้ว ที่ปลาย 36 นิ้ว
พระเศียรยอดเสาเป็นรูปพรหม จตุรพักตร์และเปลวไฟ บริเวณโดยรอบเป็นสวนสาธารณะ
ร่มรื่น สวยงาม และจะมีการ จัดงานสมโภชเจ้าพ่อหลักเมือง
ระหว่างวันที่ 25 - 31 พฤษภาคม ของทุกปี
มัสยิดกลางจังหวัดยะลา เป็นมัสยิดใหญ่ประจำจังหวัดยะลา
มัสยิดแห่งนี้สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2527 เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก
ที่สอดแทรกเส้นกรอบ ทรงสุเหร่าไว้ได้อย่างกลมกลืน ด้านหน้าเป็นบันไดกว้าง
สูงประมาณ 30 ขั้น ทอดสู่ลานชั้นบน หลังคาทรงสี่เหลี่ยมมีโดมใหญ่อยู่ตรงกลาง
สวนสาธารณะสนามช้างเผือก (สนามโรงพิธีช้างเผือก)
อยู่ถนนพิพิธภักดี มีพื้นที่ 80 ไร่ เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีน้อมเกล้าฯ
ถวายช้างเผือก "พระเศวตสุรคชาธาร" แด่พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2511
ภายในสวนสาธารณะมีศาลากลางน้ำ รูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ และเป็นสถานที่จัดกิจกรรมของจังหวัด
สวนขวัญเมือง หรือพรุบาโกย อยู่ที่ถนนเทศบาล
1 ห่างจากศาลหลักเมืองยะลาประมาณ 300 เมตร มีเนื้อที่ประมาณ
207 ไร่ จัดให้เป็นสนามกีฬา และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง
จุดเด่นอยู่ที่สระน้ำใหญ่เนื้อที่ 69 ไร่ ซึ่งเทศบาลเมืองยะลา
ได้ตกแต่งพื้นที่โดยรอบ เป็นหาดทราย และทิวสนจำลองทัศนียภาพ
ของหาดทรายชายทะเลมาไว้ให้ชาวเมือง ได้พักผ่อนหย่อนใจเนื่องจากจังหวัดยะลา
ไม่มีพื้นที่ติดต่อกับชายทะเล นอกจากนี้ยังเป็นที่จัดกิจกรรม
แข่งขันนกเขาชวาเสียง มีสนามแข่งขันนกเขาชวาเสียงที่ใหญ่
และมีมาตรฐานที่สุดในภาคใต้
ถ้ำแม่นางมณโฑ อยู่ห่างจากตัวเมืองยะลาประมาณ
6 กิโลเมตร บนถนนสายยะลา-ยะหา หรือถึงก่อนวัดถ้ำคูหาภิมุขเพียง
1 กิโลเมตร สามารถติดต่อคนนำทางได้ที่เชิงเขา และเดินเท้าขึ้นเขาผ่านป่าละเมาะ
และเหมืองหินอ่อนไปยังถ้ำราว 15 นาที ภายในถ้ำคล้ายห้องโถงใหญ่มี
ทางเดินทะลุกันได้ บางช่วงมืดมากจึงจำเป็นต้องนำไฟฉายติดตัวไปด้วย
จุดเด่นอยู่ที่สุดปลายถ้ำ ซึ่งมีหินงอกขนาดสูงใหญ่ มีลักษณะคล้ายผู้หญิงนั่งสมาธิ
ซึ่งเป็นที่มาของชื่อถ้ำแห่งนี้
พระพุทธไสยาสน์วัดคูหาภิมุข หรือ วัดหน้าถ้ำ
เป็นหนึ่งในสามปูชนีย สถานที่สำคัญของภาคใต้ เช่นเดียวกับพระบรมธาตุ
เมืองนครศรีธรรมราช และพระบรมธาตุไชยาที่ สุราษฎร์ธานี
แสดงความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในบริเวณนี้มาตั้งแต่ สมัยอาณาจักรศรีวิชัย
ตั้งอยู่ที่ตำบลหน้าถ้ำ ห่างจากตัวเมือง 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางไปอำเภอยะหา
บริเวณวัดร่มรื่นมีธารน้ำไหลผ่าน บันไดขึ้นไปยังปากถ้ำมีรูปปั้นยักษ์
ชาวบ้านเรียกว่า "เจ้าเขา" สร้างโดยช่างพื้นบ้านเมื่อปี
2484 ภายในถ้ำมีลักษณะคล้ายห้องโถงใหญ่ ดัดแปลงปรับปรุงเป็นศาสนสถาน
มีปล่องที่เพดานถ้ำยามแสงแดด ส่องลงมาดูสวยงามมาก เป็นที่ประดิษฐาน
พระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างมาแต่ปี พ.ศ.1300
เป็นพระพุทธไสยาสน์สมัยศรีวิชัย มีขนาดความยาว 81 ฟุต
1 นิ้ว เชื่อกันว่าเดิมเป็นปางนารายณ์บรรทมสินธุ์ เพราะมีภาพนาคแผ่พังพานปกพระเศียร
ต่อมาจึงได้ดัดแปลงเป็น พระพุทธไสยาสน์แบบหินยาน
ถ้ำศิลป์ ใช้เส้นทางเดียวกับวัดถ้ำคูหาภิมุข
แต่ต้องเดินทางต่อไปอีกราว 1 กิโลเมตร มีแยกซ้ายไปอีก
1 กิโลเมตร ผ่านโรงเรียนบ้านถ้ำศิลป์ ไปเล็กน้อยด้านซ้ายมือมีทางเดินเล็ก
ๆ ไปยังภูเขาริมถนน มีบันไดขึ้นไปยังปากถ้ำซึ่งสูงจากพื้นดิน
28 เมตร เป็นถ้ำเล็ก ๆ ภายในถ้ำมืดมาก มีภาพจิตรกรรมเก่าแก่บนผนังถ้ำ
แต่ลบเลือนไปมากแล้ว เป็นภาพพระพุทธเจ้าปางต่าง ๆ และมีรูปผู้หญิงยืนเป็นหมู่สามคน
เป็นภาพเขียนสมัยศรีวิชัยตอนปลาย ประมาณพุทธศตวรรษที่
19-20 การชมถ้ำต้องนำตะเกียงหรือไฟฉายไปด้วย
อุทยานแห่งชาติบางลาง ครอบคลุมพื้นที่อำเภอบันนังสตา
อำเภอธารโต และอำเภอเบตง มีเนื้อที่ 163,125ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 พื้นที่อุทยานบางส่วนครอบคลุม
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา เนื่องจากในอดีตเป็นพื้นที่เคลื่อนไหว
ของผู้ก่อการร้ายโจรจีน คอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) และขบวนการพูโลในอดีต
ผืนป่าจึงยังคงความสมบูรณ์ และปราศจากการสำรวจมาเนิ่นนาน
ความหลากหลายทางพรรณไม้ ในผืนป่าบางลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าดิบชื้น
แหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี คลองโต๊ะโมะ
คลองฮาลา และคลองบ้านเจ็ด เป็นแหล่งอาศัย ของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด
เช่น กระซู่ สมเสร็จ นกเงือกหัวแรด นกขนหิน และสัตว์ป่าอื่น
ๆ อีก หลายชนิด อุทยานมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง
เช่น เขื่อนบางลาง น้ำตกฮาลาซะ น้ำตกธารโต และน้ำตกละอองรุ้ง
ซึ่งแต่ละแห่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่อุทยาน
เขื่อนบางลาง ตั้งอยู่บ้านบางลาง ตำบลบาเจาะ
ห่างจากจังหวัดยะลา ไปตามทางหลวงหมายเลข 410 ประมาณ 50
กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายไปอีก 12 กิโลเมตร เขื่อนบางลางเป็นโครงการไฟฟ้า
พลังน้ำเอนกประสงค์แห่งแรกในภาคใต้ ที่สร้างปิดกั้นแม่น้ำปัตตานี
เป็นเขื่อนแบบหินทิ้งแกนดินเหนียว สูง 85 เมตร สันเขื่อนยาว
422 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ 1,420 ล้านลูกบาศก์เมตร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไป ทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนบางลาง
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2524 บริเวณเหนือเขื่อนในบริเวณที่ตั้ง
ของสำนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มีจุดชมทิวทัศน์มองเห็น
ทัศนียภาพของเขื่อน อ่างเก็บน้ำและทิวเขาโดยรอบได้สวยงาม
ติดต่อบ้านพักรับรอง โทร. 0 7328 1063-6 ต่อ 2206 บริการล่องเรือหรือแพชมทิวทัศน์
ทะเลสาบเหนือเขื่อน โทร. 0 7328 1063-6 ต่อ 2209, 2205
ถ้ำกระแชง ตั้งอยู่ที่บ้านกาโสด ตำบลบันนังสตา
ห่างจากจังหวัดยะลา ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 ประมาณ
50 กิโลเมตร เลยแยกปากทางเข้าเขื่อนบางลาง ไปเล็กน้อย
แล้วแยกซ้ายเข้าไปตามทางลูกรังอีก 1.5 กิโลเมตร มีทัศนียภาพของภูเขา
ธารน้ำและถ้ำลอดที่สวยงาม ในช่วงที่น้ำน้อยสามารถเดินเลาะเลียบ
ตามลำธารลอดถ้ำไปทะลุอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นที่โล่ง โอบล้อมด้วยภูเขาและแมกไม้เขียวขจี
มีทัศนียภาพสวยงาม
น้ำตกสุขทาลัย (น้ำตกกือลอง) อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้
บนเขาปกโยะ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายยะลา-เบตง
แยกซ้ายอีกประมาณ 8 กิโลเมตร น้ำตกนี้ค้นพบเมื่อปี พ.ศ.
2507 มี 5 ชั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระราชทานนามน้ำตกแห่งนี้ว่า
"น้ำตกสุขทาลัย" เป็นน้ำตกที่มีทัศนียภาพสวยงาม
และมีแอ่งน้ำสำหรับเล่นน้ำได้
น้ำตกธารโต อยู่ที่ตำบลถ้ำทะลุ ห่างจากตัวเมืองยะลาไปตามถนนสายยะลา-เบตง
(ทางหลวง 410) กิโลเมตรที่ 47-48 มีทางแยกขวาไปอีกราว
1 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 7 ชั้น มองเห็นเป็นทางน้ำที่ไหลลดหลั่นมาจากภูเขาสูง
มีแอ่งน้ำซึ่งสามารถเล่นน้ำได้ โดยรอบร่มรื่นไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์
มีพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจมากมายรวมทั้งต้นศรียะลา หรืออโศกเหลือง
ซึ่งจะออกดอกชูช่อสีเหลืองสวยงาม ในราวเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
น้ำตกละอองรุ้ง เป็นน้ำตกที่ตั้งอยู่ระหว่างเขตติดต่ออำเภอธารโต
และอำเภอเบตง ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางยะลา-เบตง ประมาณ
90 กิโลเมตร หรือก่อนถึงอำเภอเบตงประมาณ 40 กิโลเมตร.
จะมีถนนดินแยกขวาเข้าน้ำตกไปอีก 100 เมตร ทางเดินเท้าซึ่งลัดเลาะไปตามลำธารเพื่อชมน้ำตกค่อนข้าง
ลื่นควรใช้ความระมัดระวัง น้ำตกเกิดจากสายน้ำที่ไหลแรง
จากยอดเขาตกกระทบก้อนหินเบื้องล่าง เกิดเป็นละอองน้ำฟุ้งกระจาย
ชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณ จะดูสวยงามมากยามต้องแสงแดด และเกิดเป็นรุ้งสีสวยอันเป็นที่มา
ของชื่อน้ำตกแห่งนี้
หมู่บ้านซาไก อยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านแหร
ห่างจากตัวจังหวัดยะลา ไปทางเบตงประมาณ 80 กิโลเมตร ด้านขวามือ
มีทางเข้าไปยังหมู่บ้านที่อาศัย ของชนเผ่าซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม
"เงาะซาไก" เดิมดำรงชีวิตอยู่ด้วยการหาของป่า
มีความชำนาญในด้านสมุนไพร และเป่าลูกดอกล่าสัตว์ บ้านเรือนของซาไกเดิม
สร้างด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาจาก ต่อมา กรมประชาสงเคราะห์
ได้พัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้ โดยรวบรวมชาวซาไกมาอาศัยอยู่
ในบริเวณเดียวกัน และให้มีอาชีพทำสวนยาง และได้กราบบังคมทูล
สมเด็จพระศรีนครินทราบรม ราชชนนีขอใช้คำว่า "ศรีธารโต"
ให้ทุกคนใช้เป็นนามสกุล ปัจจุบันมีชนเผ่าซาไกที่ยังคงอาศัยอยู่บ้าง
แต่บางส่วนได้แยกย้ายไปทำงานที่อื่น
หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 ห่างจากตัวเมืองมาตามเส้นทาง
สู่เขื่อนบางลาง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา อำเภอธารโต
บริเวณหมู่บ้านจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์แสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง
ๆ เครื่องใช้ และอนุสาวรีย์วีรชนของ จคม. แวดล้อมด้วยลำธาร
และสภาพภูมิประเทศสวยงาม นอกจากนี้ยังมีฟาร์มกวางดาว สถานที่กางเต็นท์
และบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว
น้ำตกบูเก๊ะปิโล (น้ำตกตะวันรัศมี)
ห่างจากตัวเมืองยะลาประมาณ 19 กิโลเมตร ตามเส้นทางยะลา-โกตาบารู
เลี้ยวเข้าตำบลโกตาบารู ถึงตำบลท่าเรือประมาณ 2 กิโลเมตร
เลี้ยวเข้าถนนหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงทางเข้าน้ำตก
เข้าไปประมาณ 500 เมตร น้ำตกตะวันรัศมีเป็นน้ำตก ที่สวยงามแตกต่างจากน้ำตกอื่น
ๆ เพราะเมื่อแสงแดดกระทบกับสายน้ำ จะทำให้สีของหินใต้แอ่งน้ำ
เป็นสีเหลืองสวยงาม
พระมหาธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ
ตั้งอยู่บนเนินเขาในตัวเมืองเบตง บริเวณวัดพุทธาธิวาส
ถนนรัตนกิจ ลักษณะเจดีย์ก่อสร้างแบบศรีวิชัยประยุกต์ สีทองอร่าม
สูง 39.9 เมตร บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง
ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสพระชนมายุครบ
60 พรรษา จากเจดีย์สามารถมองเห็นทัศนียภาพ ของวัดและเมืองเบตงอีกมุมหนึ่งได้สวยงาม
สวนสุดสยาม หรือ สวนสาธารณะเทศบาลตำบลเบตง
มีพื้นที่ประมาณ 120 ไร่ ตั้งอยู่บนเนินเขากลางเมืองเบตง
เป็นจุดชมทัศนียภาพของเมืองเบตง ประกอบด้วยสวนไม้ดอกไม้ประดับ
สวนนก สวนสุขภาพ สนามกีฬา สระว่ายน้ำ และสนามเด็กเล่น
เหมาะสำหรับ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกาย
หากเดินทางจากสวนสาธารณะเลยไปอีก 7 กิโลเมตร จนสุดถนนสุขยางค์จะถึง
จุดใต้สุดของประเทศไทย ซึ่งมีถนนเชื่อมต่อไปยังประเทศมาเลเซีย
ตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตู้เดิมตั้งอยู่ที่บริเวณสี่แยกหอ
นาฬิกาใจกลางเมืองเบตง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2467 ตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
จุดประสงค์ที่สร้างไว้ในครั้งแรก ก็เพื่อใช้เป็นที่กระจายข่าวสาร
บ้านเมืองให้ชาวเมืองเบตงได้รับฟัง จากวิทยุที่ฝังอยู่ส่วนบนของตู้
และใช้เป็นตู้ไปรษณีย์มาจนทุกวันนี้ ปัจจุบันได้มีการสร้างตู้ไปรษณีย์ขึ้นใหม่ใหญ่
กว่าเดิมที่บริเวณศาลาประชาคม ถนนสุขยางค์ มีความสูงประมาณ
9 เมตร เป็นจุดเด่นที่นักท่องเที่ยว นิยมแวะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
นกนางแอ่น ยามพลบค่ำบนท้องฟ้า ในย่านชุมชนกลางเมืองเบตง
จะเต็มไปด้วยนกนางแอ่นที่บิน มาอาศัยหลับนอนเกาะ อยู่ตามอาคารบ้านเรือนแ
ละสายไฟฟ้าอยู่มากมาย โดยเฉพาะที่บริเวณหอนาฬิกา ซึ่งประดับด้วยไฟฟ้าสว่างไสวตลอดคืน
จะมีนกหนาแน่นเป็นพิเศษ เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ และเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเบตง
นกนางแอ่นเหล่านี้บินหนี ความหนาวมาจากไซบีเรีย จะพบเห็นเป็นจำนวนมาก
ในช่วงเดือนกันยายน-มีนาคม
บ่อน้ำร้อนเบตง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ
อย่างหนึ่งของเบตงที่มีน้ำพุเดือด ขึ้นมาจากพื้นดินในหมู่บ้านจะเราะปะไร
ตำบลตาเนาะแมเราะ ก่อนถึงอำเภอเบตง 5 กิโลเมตร บนทางหลวงหมายเลข
410 มีทางแยกขวาไปอีก 8 กิโลเมตร ตรงจุดบริเวณที่น้ำเดือด
สามารถต้มไข่สุกภายใน 7 นาที มีบริการห้องอาบน้ำแร่ ซึ่งเชื่อกันว่าน้ำแร่จากบ่อน้ำร้อน
สามารถบรรเทาอาการ ปวดเมื่อยและรักษา โรคผิวหนังได้
น้ำตกอินทสร อยู่ห่างจากตัวเมืองเบตง
15 กิโลเมตร หรือเลยจากบ่อน้ำร้อนเบตงไปอีก 2 กิโลเมตร
เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่เกิดจากภูเขา รอบบริเวณปกคลุมด้วยป่าไม้ร่มรื่น
และมีแอ่งน้ำสามารถว่ายน้ำเล่น และพักผ่อนได้เป็นอย่างดี
อุโมงค์ปิยะมิตร อยู่ที่บ้านปิยะมิตร
1 ตำบลตะเนาะแมเราะ ใช้เส้นทางเดียวกับบ่อน้ำร้อน และน้ำตกอินทสร
แต่อยู่เลยบ่อน้ำร้อนไปอีก 4 กิโลเมตร บริเวณนี้เป็นหมู่บ้านของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
เดิมเคยเป็นฐานที่มั่นของ พรรคคอมมิวนิสต์มลายา (เขต 2)
อุโมงค์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2519 เป็นอุโมงค์คดเคี้ยวเข้าไป
ในภูเขายาวประมาณ 1 กิโลเมตร ความกว้างประมาณ 50-60 ฟุต
ใช้เวลาในการขุด 3 เดือน มีทางเข้าออกหลายทาง ใช้เป็นที่หลบภัยทางอากาศและสะสมเสบียง
บริเวณนี้จัดให้มีนิทรรศการ แสดงภาพประวัติศาสตร์ รวมทั้งวิถีการดำเนินชีวิตภายในป่า
ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่น่าสนใจมากอีกแห่งหนึ่งของเบตง
เปิดให้เข้าชมเวลา 8.00 น-16.30 น.
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา หรือสวนป่าพระนามาภิไธยภาคใต้
ส่วนที่ 2 เป็นป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ
สัตว์ป่าและนกหายากนานาชนิด และเป็นที่อาศัยของคนป่าเผ่าซาไก
มีพื้นที่ขนาดใหญ่อยู่ในแนว รอยต่อระหว่างจังหวัดยะลา
และนราธิวาส เป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำในเขื่อนบางลาง นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือ
ชมธรรมชาติของขุนเขา ป่าไม้และสายน้ำ โดยติดต่อเช่าเรือได้ที่
กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 ถนนสุขยางค์ อำเภอเบตง
จังหวัดยะลา สำหรับนักท่องเที่ยว ที่สนใจกิจกรรมศึกษาธรรมชาติ
ให้ทำหนังสือล่วงหน้า ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา
ล่วงหน้า 15 วัน ที่ตู้ ป.ณ.3 อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส
96160
น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลอัยเยอร์เวง
ใช้เส้นทางหมายเลข 410 ระหว่างอำเภอธารโตและอำเภอเบตง
แยกขวาช่วงกิโลเมตร 32-33 ไปตามทางลูกรังอีก 3 กิโลเมตร
เป็นน้ำตกที่ตกลงมาจากหน้าผาสูงกว่า 30 เมตร รอบบริเวณปกคลุมไปด้วยพรรณไม้เขียวขจี |