จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ
100 กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย
ทั้งทางประวัติศาสตร์และทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์
วัดเขาขึ้นของพระอาจารย์ธรรมโชติ ผู้สร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านบางระจัน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง อุทยานแห่งชาติพุเตย บึงฉวาก
และ มีขนมขึ้นชื่ออย่างสาลี่สุพรรณ
สุพรรณบุรีเป็นเมืองสมัยโบราณ พบหลักฐานทางโบราณคดี
มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,500-3,800 ปี โบราณวัตถุที่ขุดพบมีทั้งยุคหินใหม่
ยุคสัมฤทธิ์ ยุคเหล็ก สืบทอดวัฒนธรรม ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ
เดิมจังหวัดสุพรรณบุรีมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ"
หรือ "พันธุมบุรี" ต่อมาเมื่อพระเจ้ากาแต (เชื้อสายไทยปนพม่า)
เสด็จขึ้นครองราชย์ และย้ายเมืองมาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำท่าจีน
ได้ทรงสร้างวัดสนามชัยและบูรณะวัดป่าเลไลยก์ ทรงชักชวนข้าราชการออกบวช
จำนวน 2,000 คน จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "สองพันบุรี"
ครั้นพระเจ้าอู่ทองทรงย้ายเมืองไปอยู่ทางฝั่งใต้ (ทิศตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน)
เมืองนี้จึงมีชื่อใหม่ว่า "อู่ทอง" จนกระทั่งลุเข้าสมัยขุนหลวงพะงั่ว
จึงเปลี่ยนชื่อเป็น สุพรรณบุรี ในที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นเมืองต้นกำเนิด
วรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน อันเป็นวรรณคดีสำคัญเรื่องหนึ่งของของชาติไทย
เมื่อไปถึงจังหวัดสุพรรณบุรี เราจะได้สัมผัสบรรยากาศของวรรณกรรมเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น
ชื่อตำบล ชื่อบ้าน ชื่อถนนและชื่อสถานที่ สำคัญต่างๆ ในท้องเรื่องยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน
เช่น บ้านรั้วใหญ่ วัดเขาใหญ่ ท่าสิบเบี้ย ไร่ฝ้าย วัดป่าเลไลยก์
วัดแค ถนนนางพิม ถนนขุนไกร อำเภออู่ทองและอำเภอศรีประจันต์
สุพรรณบุรี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 5,358 ตารางกิโลเมตร
แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอบางปลาม้า
อำเภอศรีประจันต์ อำเภอดอนเจดีย์ อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภออู่ทอง
อำเภอสามชุก อำเภอหนองหญ้าไซ อำเภอสองพี่น้อง และอำเภอด่านช้าง
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดชัยนาท และจังหวัดอุทัยธานี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา
และสิงห์บุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดนครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดกาญจนบุรี
การเดินทาง
รถยนต์ สามารถใช้เส้นทางในการเดินทางได้หลายเส้นทาง
ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 1 ชั่วโมง ดังนี้
1. จากกรุงเทพฯ ผ่านอำเภอบางบัวทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี
หรือ จากกรุงเทพฯ ผ่านนนทบุรี อำเภอบางบัวทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี
ระยะทางประมาณ 107 กิโลเมตร
2. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดปทุมธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว
ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร
3. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี
ระยะทางประมาณ 132 กิโลเมตร
4. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดสิงห์บุรี อำเภอเดิมบางนางบวช
ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 228 กิโลเมตร
5. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดอ่างทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี
ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร
6. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดนครปฐม อำเภอกำแพงแสน ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี
ระยะทางประมาณ 164 กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด
มีบริการรถโดยสารประจำทางออกจาก สถานีขนส่ง หมอชิต ถนนกำแพงเพชร
2 ไปจังหวัดสุพรรณบุรีทุกวัน ทั้งรถธรรมดา และปรับอากาศ
ติดต่อสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2537 8055
และมีรถออกจาก สถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี ใช้เวลาประมาณ
1 ชั่วโมง 20 นาที ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม รถธรรมดา
โทร. 0 2434 5557-8 และ รถปรับอากาศ โทร. 0 2435 1199-200
หรือ เว็บไซต์ www.transport.co.th
รถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย มีขบวนรถไฟออกจากสถานีรถไฟ
หัวลำโพงไปสถานีรถไฟจังหวัดสุพรรณบุรีทุกวัน วันละ 1 เที่ยว
จากกรุงเทพฯ 16.40 น.ถึงสุพรรณบุรี 19.32 น. และเที่ยวกลับ
จากสุพรรณบุรี 05.00 น. ถึง กรุงเทพฯ 08.10 น. ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
หน่วยบริการเดินทาง โทร. 0 2223 7010, 0 2223 7020, 1690
หรือ เว็บไซต์ www.srt.or.th
ระยะทางจากอำเภอเมืองสุพรรณบุรีไปยังอำเภอใกล้เคียง
อำเภอบางปลาม้า 10 กิโลเมตร
อำเภอศรีประจันต์ 20 กิโลเมตร
อำเภอดอนเจดีย์ 31 กิโลเมตร
อำเภออู่ทอง 32 กิโลเมตร
อำเภอสามชุก 39 กิโลเมตร
อำเภอเดิมบางนางบวช 54 กิโลเมตร
อำเภอหนองหญ้าไซ 58 กิโลเมตร
อำเภอสองพี่น้อง 70 กิโลเมตร
อำเภอด่านช้าง 77 กิโลเมตร
ระยะทางจากจังหวัดสุพรรณบุรีไปยังจังหวัดใกล้เคียง
พระนครศรีอยุธยา 31 กิโลเมตร
อ่างทอง 44 กิโลเมตร
ปทุมธานี 80 กิโลเมตร
นนทบุรี 89 กิโลเมตร
กาญจนบุรี 91 กิโลเมตร
แหล่งท่องเที่ยว
หอคอยบรรหาร-แจ่มใส และ สวนเฉลิมภัทรราชินี
ตั้งอยู่ถนนนางพิม หอคอยบรรหาร-แจ่มใส เป็นหอคอยชมวิวแห่งแรก
และสูงที่สุดในประเทศไทยมองเห็นโดดเด่นอยู่กลางเมือง มีความสูงถึง
123.25 เมตร ฐานกว้าง 30 เมตร การขึ้นเที่ยวชมหอคอย จะมีจุดแวะพักชมวิว
4 ชั้น ชั้นแรกเป็นที่จำหน่ายบัตรและของที่ระลึก ชั้นที่
2 เป็นร้านจำหน่ายเครื่องดื่มอาหารว่างและจุดนั่งชมสวน
ชั้น 3 เป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกและจุดชม ตัวเมือง ชั้นที่
4 อยู่ในระดับสูงสุด 78.75 เมตร เป็นจุดชมทิวทัศน์ของจังหวัดสุพรรณบุรีโดยรอบ
มีกล้อง ส่องทางไกลบริการ ผนังห้องแสดงภาพ วาดสีน้ำมันเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สวนเฉลิมภัทรราชินี เป็นสวนสาธารณะมีเนื้อที่
15 ไร่ ในสวนมีสถานที่ต่างๆ ให้แวะชมไม่ว่าจะเป็นอาคารแสดงผลงานของฯพณฯบรรหาร
สวนน้ำพร้อมสไลเดอร์ สวนลายไทย สวนนกพิราบ สวนดอกไม้ สนามเด็กเล่น
น้ำพุดนตรี สนามออกกำลังกาย ประชาชนนิยมมาเดินเล่นและออกกำลังกายในสวนตอนเย็นๆ
เวลากลางคืนจะมองเห็นหอคอยเปิดไฟ เป็นจุดเด่นของเมืองสุพรรณบุรี
หอคอยบรรหาร-แจ่มใส เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์
ตามวัน และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 10.00-19.00 น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-20.30
น.
อัตราค่าเข้าชม (ก่อน 18.00 น.) ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15
บาท
อัตราค่าเข้าชม (หลัง 18.00 น.) ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20
บาท
สวนเฉลิมภัทรราชินี เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์
ตามวัน และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 10.00-19.00 น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-20.30
น.
อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท
อาคารแสดงผลงานฯ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ ตามวัน
และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 13.00-18.00 น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-18.00
น.
สไลเดอร์และสวนน้ำ เปิดให้บริการทุกวัน เว้นวันจันทร์
ตามวัน และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 15.00-18.00 น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-18.00
น.
น้ำพุดนตรี และผาน้ำตก เปิดทุกวันตามวัน และเวลาดังนี้
วันศุกร์ เวลา 17.00-19.00 น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
รอบเที่ยง เวลา 12.00-14.00 น.
รอบเย็น เวลา 17.00-19.00 น.
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3552 2721,
0 3552 4060-4 และสำนักงานเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โทร 0
3551 1987, 0 3551 1021 โทรสาร. 0 3552 2973
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย ตั้งอยู่ที่ถนนพระพันวษา
ตำบลท่าพี่เลี้ยง ในบริเวณที่ว่าการอำเภอเมืองสุพรรณบุรี
เป็นอาคารคอนกรีต ออกแบบผสมผสานระหว่างเรือนไทยและยุ้งฉางของชาวนา
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทำนา
โดยไม่ได้จัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ ชั้นล่าง จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของการทำนา
เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา ประเพณีวิถีชีวิตของชาวนา
เรื่องราวของข้าวในอดีต และที่น่าสนใจ คือ การพบเศษภาชนะดินเผาที่บ้านบางปูน
ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งอาจเป็นหลักฐานพระราชพิธีแรกนาขวัญในสมัยอยุธยา
ชั้นบน จัดแสดงพระราชจริยวัตรพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูชาวนาไทย ทรงพัฒนาการทำนาและการเกษตรของชาติ
มีการจัดแสดงภาพจำลอง เหตุการณ์พระราชกรณียกิจ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
เมื่อปีพ.ศ. 2529 ณ แปลงนาสาธิต บึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง
อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ทรงทำปุ๋ยหมัก หว่านและเก็บเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง
และยังคงเก็บรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงใช้
นอกจากนี้ชั้นล่างยังมี ห้องค้นคว้าข้อมูล สำหรับค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุที่จัดแสดง
พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์
วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00
น.โทร. 0 3552 2191
วัดสุวรรณภูมิ (วัดกลางหรือวัดใหม่)
เป็นวัดในสมัยอยุธยา ตอนต้น ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ถนนพระพันวษา
ตรงข้ามกับที่ว่าการ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด
ได้แก่ พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ)
สร้างเมื่อ พ.ศ. 2514 อาคารมี 2 ชั้นเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ
เช่น พระพุทธรูป นาฬิกา อาวุธ เชี่ยนหมาก ถ้วยชาม แจกัน
แก้ว โดยเฉพาะบาตรสังคโลกสมัยสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 18-19
ซึ่งมีชิ้นเดียวในประเทศไทย เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา
08.00-16.00 น. (ควรติดต่อขออนุญาตเข้าชมล่วงหน้า) โทร.
0 3552 3603, 0 9241 5265
บ้านยะมะรัชโช ตั้งอยู่ที่ถนนหมื่นหาญ
ตำบลท่าพี่เลี้ยง ใกล้สะพานอาชา สีหมอก ไม่ไกลจากโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช
บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
รัชกาลที่ 8 และเป็นอดีตเสนาบดี 3 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงนครบาลและกระทรวงโยธาธิการ ลักษณะบ้านเป็นเรือนหมู่
สภาพปัจจุบันเหลือตัวเรือนเดิม เรือนนอน 2 หลัง หอกลาง
1 หลัง หอนั่งสร้างใหม่แทน ของเดิม 1 หลัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เคยเสด็จบ้านหลังนี้ 2 ครั้ง และได้พระราชทาน ชื่อบ้านไว้
ต่อมาจังหวัดฯ ได้จัดทำโครงการอนุรักษ์บ้านยะมะรัชโช โดยส่งเข้าประกวดโครงการดีเด่น
ในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในเมือง ได้รับรางวัลพร้อมโล่และใบประกาศเกียรติคุณ
ปัจจุบันนี้บ้านยะมะรัชโชเป็นของ กองทุนมูลนิธิพระยาสุนทรสงคราม
(ปุย สุวรรณศร) สนใจชมบ้านยะมะรัชโช ติดต่อโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช
โทร. 0 3550 2784-8, 0 3552 4088
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าชม ได้แก่ พระพุทธบาทไม้ เป็นโบราณวัตถุที่หาค่าไม่ได้
ศิลปะการแกะสลัก งดงามมาก มีขนาดยาว 221.5 เซนติเมตร กว้าง
74 เซนติเมตร หนา 10 เซนติเมตร ทำจากไม้ประดู่แกะสลักทั้ง
2 ด้าน มีเพียงชิ้นเดียวในประเทศไทย เดิมพระพุทธบาทไม้อยู่ที่วัดเขาดิน
เมื่อตอนเกิดศึกไทย-พม่า พระภิกษุรูปหนึ่งเกรงจะ ถูกทำลาย
จึงนำล่องลงมาทางน้ำแล้ว เอาขึ้นที่วัดพระรูป นอกจากนี้ยังมี
เจดีย์อู่ทองและ ซากเจดีย์สมัยทวารวดี ระฆังสัมฤทธิ์ และธรรมาสน์สังเค็ด
(วัตถุที่ถวายแก่สงฆ์ผู้เทศน์ หรือ ผู้ชักบังสุกุลเมื่อเวลาปลงศพ)
ฝีมือช่างอยุธยาตอนปลายและที่นี่ยังเป็นกรุของ "พระขุนแผน
" อันมีชื่อเสียงอีกด้วยของภาพเหมือนจะ ลอกแบบจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ
เก็บรักษาอยู่ในวิหาร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 3554
3598
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือที่เรียกกันว่า
พระนารายณ์สี่กร เป็นที่สักการะบูชาทั้งชาวไทยและชาวจีน
ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ของจีน จะมีพิธีงานประเพณี
" ทิ้งกระจาด" (หรือ พิธีทิ้งทาน) จัดที่สมาคมจีน
ซึ่งเป็นพิธีกรรมของพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ถือเป็น การจำเริญเมตตาแก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว
โดยนำสิ่งของต่าง ๆ ที่ผู้ตายใช้สอยและ สิ่งของจำเป็นอื่นๆ
มาแจกแก่ผู้ยากจน
กำแพงเมืองเก่าและประตูเมือง เมืองสุพรรณบุรีเก่าอยู่ที่ตำบลรั้วใหญ่
(บ้านขุนช้าง) ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี โดยยังหลงเหลือแนวกำแพงดินและคูเมือง
ให้เห็นระหว่างทางไป วัดป่าเลไลยก์กับศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
กำแพงทางด้านทิศตะวันตก ของเมืองทำแข็งแรงเป็นพิเศษสองชั้น
มีคูน้ำกั้นอยู่ชั้นนอก มีเนินดิน และกำแพงอยู่ชั้นในยาวถึง
3,500 เมตร ส่วนด้านกว้างกำแพงยาว 1,000 เมตร จดแม่น้ำ
ด้านตะวันออกไม่พบ ตัวกำแพง เพราะถูกรื้อในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานพระราชดำริไว้ใน พระราชหัตถเลขา
เรื่อง เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า บรรยายภาพกำแพงเมืองสุพรรณบุรีว่า
" เมืองสุพรรณบุรีมีกำแพงสองฟาก เหมือนเมืองพิษณุโลกยื่นขึ้นไปจากฝั่งแม่น้ำราว
25 เส้น ดูกว้างประมาณ 6 วา นอกเชิงเทิน " ส่วนประตูเมืองตั้งอยู่ริมถนน
มาลัยแมนบนแนวกำแพงเมืองเก่า ประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่
ตามแบบกรมศิลปากรตรงสถานที่ซึ่ง สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของประตูเมืองเดิม
วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ตั้งอยู่ที่ริมถนนมาลัยแมน
ตำบลรั้วใหญ่ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี
ชนิดวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่หน้าบันของ วิหารวัดป่าเลไลยก์มีเครื่องหมาย
พระมหามกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ บอกให้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จธุดงค์มาพบ สมัยยังทรงผนวชอยู่ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงมาปฏิสังขรณ์
สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างในสมัยที่ เมืองสุพรรณบุรีรุ่งเรือง
ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแตทรงให้มอญน้อยมาบูรณะวัดป่าเลไลยก์
ภายหลัง พ.ศ. 1724 ที่วัดแห่งนี้ประชาชนนิยมมานมัสการ
"หลวงพ่อโต" ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารสูงเด่น
เห็นแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิมีลักษณะ
ประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุ พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุอีก
ข้างหนึ่งในท่าทรงรับของถวาย องค์พระสูง 23.46 เมตร รอบองค์
11.20 เมตร มีนักปราชญ์หลายท่านว่า หลวงพ่อโตเดิมคงเป็นพระพุทธรูป
ปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งเหมือนพระพนัญเชิงในสมัยแรกๆ
เพราะมักจะพบว่า พระพุทธรูปขนาดใหญ่ ที่สร้างในสมัยก่อนอยุธยาและอยุธยาตอนต้น
ส่วนมากชอบสร้างไว้กลางแจ้งเพื่อให้สามารถมองเห็นได้แต่ไกล
ภายในองค์พระพุทธรูปนี้บรรจุพระบรม สารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลายจำนวน
36 องค์ หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพนับถือของ ประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง
ทุกปีจะมีงานเทศกาลสมโภชและนมัสการหลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์
2 ครั้ง คือ ในวันขึ้น 7-9 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12
ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนกำยาน
ริมถนนมาลัยแมน เลยวัดป่าเลไลยก์ ไปทางอำเภออู่ทองประมาณ
1 กิโลเมตร ตรงข้ามสวนน้ำสุพรรณบุรี ศูนย์นี้จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและ
สนับสนุนอุตสาหกรรมในครอบครัว และหัตถกรรมในเขตพื้นที่
14 จังหวัดภาคตะวันตก มีอาคารแสดงนิทรรศการผล งานผลิตภัณฑ์หัตถกรรม
ฝีมือดีเด่นสวยงามประเภทต่าง ๆ เช่น เครื่องหนัง เสื้อผ้า
เครื่องหวาย จากในเขตพื้นที่ดูแล รวมทั้งจัดจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปในราคาย่อมเยา
เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-15.00 น. โทร. 0 3554
5518-9 สวนนกท่าเสด็จ (หน่วยอนุรักษ์นกท่าเสด็จ) ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสด็จ
ตำบลสระแก้ว ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร ไปตามทางสายสุพรรณบุรี-ดอนเจดีย์
(ทางหลวงหมายเลข 322) กิโลเมตรที่ 6-7 เข้าถนนคันคลองไปประมาณ
2 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 200 เมตร สวนนกแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ดินของป้านก
พันธุ์เผือก และลุงจอมกับ ป้าถนอม มาลัย เดิมเป็นสวนผลไม้ในระยะแรกยังมีนกไม่มาก
ต่อมานกเริ่มเพิ่มจำนวน ขึ้นเรื่อยๆ เจ้าของที่ดินเป็นคนใจดีจึงปล่อย
ให้นกมาอาศัยทำรังจนนกเพิ่มเป็นจำนวน นับหมื่นตัว นับเป็นเวลากว่า
40 ปีแล้วมีนกหลายชนิด เช่น นกปากห่าง นกกระสา นกยาง และนกช้อนหอย
เป็นต้น ต่อมาทางราชการเข้า มาดำเนินการพัฒนาสวนนกให้เป็นแหล่ง
ท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้และจัดตั้งเป็นหน่วยอนุรักษ์นกท่าเสด็จ
มีหอดูนกไว้ขึ้นชมนกจากมุมสูง ในเวลากลางวันจะมีนกให้ชมอยู่บ้าง
ส่วนในตอนเย็นจะเห็นนกบินกลับรังจนดูมืดฟ้ามัวดิน ช่วงที่มีนกมาก
คือ ในช่วงเดือนตุลาคม
สระศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในเขตตำบลสระแก้ว
ริมถนนสายดอนเจดีย์-สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 322) กิโลเมตรที่
7-8 ตรงข้ามทางเข้าสวนนกท่าเสด็จ ห่างจากตัวเมืองประมาณ
13 กิโลเมตร พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จมาทอดพระเนตรสระศักดิ์สิทธิ์ที่ตำบลนี้
จึงเป็นเหตุให้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น บ้านท่าเสด็จ สระศักดิ์สิทธิ์เดิมพบเพียง
4 สระ คือ สระแก้ว สระคา สระยมนา สระเกษ ต่อมาพบอีก 2
สระ คือ สระอมฤต 1 และสระอมฤต 2 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชหัตถเลขาไว้ว่า "
แต่เหตุไฉนที่สระนี้ขลังนักไม่ปรากฏ
คงจะมีตัวครูบาที่สำคัญเป็นอันมาก น้ำในสระก็ไม่ใช้ ปลาในสระก็ไม่กิน
สระมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด มีจระเข้อาศัยอยู่ทั้งสี่สระ
น้ำสระคา
สระยมนา ไม่สู้สะอาด มีสีแดง แต่น้ำสระเกษ สระแก้วใสสะอาด
"
น้ำในสระทั้งหมดนี้ใช้ในพระ ราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาและพระราช
พิธีสระน้ำมูรธาภิเษกตามลัทธิพราหมณ์ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนจัดตั้ง
สระน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นโบราณสถานไว้ แต่ยังไม่ได้รับการปรับปรุง
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อยู่ถนนสมภารคง
แยกจากถนนมาลัยแมนไปประมาณ 300 เมตร เขตตำบลรั้วใหญ่ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี
ในสมัยก่อนเป็นศูนย์กลางของเมืองสุพรรณภูมิ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง
มีอายุไม่ต่ำกว่า 600 ปี ปรางค์องค์ประธานเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
แต่ถูกลักลอบขุดค้นหาทรัพย์สินจนทรุดโทรมไปมาก กรุใน องค์พระปรางค์นี้เป็นต้นกำเนิด
พระพิมพ์ผงสุพรรณบุรีที่โด่งดังมาก อันเป็นหนึ่งใน "เบญจภาคี"
5 พระเครื่องยอดนิยม อันได้แก่ พระสมเด็จนางพญาของสมเด็จ
พระพุทธาจารย์(โต) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร พระผงสุพรรณ
จังหวัดสุพรรณ พระสมเด็จนางพญา จังหวัดพิษณุโลก พระทุ่งเศรษฐี
จังหวัดกำแพงเพชรและพระรอด จังหวัดลำพูน นักโบราณคดีหลายท่านให้ความเห็นว่า
ปรางค์องค์นี้น่าจะเป็นศิลปะ การก่อสร้างสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ
เพราะจากหลักฐานการก่อสร้างองค์ปรางค์เป็นการก่ออิฐไม่ถือปูน
ซึ่งเป็นวิธีการเก่าแก่ก่อนสมัยอยุธยา
วัดแค เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีเรื่อง
"ขุนช้างขุนแผน" อยู่ในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี
จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุไปทางเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในวัดนี้มีต้นมะขามใหญ่วัดโคนต้นโดยรอบได้ประมาณ
9.50 เมตร อายุประมาณ 1,000 ปี เชื่อกันว่าขุนแผนได้เรียนวิชาเสก
ใบมะขามให้เป็นตัวต่อตัวแตนจากต้นมะขาม ต้นนี้กับท่านอาจารย์คงเพื่อใช้เวลาโจมตีข้าศึก
ใกล้กับต้นมะขามยักษ์นี้ทางจังหวัดได้สร้างเรือนไทยทรงโบราณเรียกว่า
"คุ้มขุนแผน" เพื่อเป็นอุทยานวรรณคดีและเป็นกา
รอนุรักษ์ศิลปด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
วัดพระลอย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน
ตำบลรั้วใหญ่ เลยวัดแคไปไม่ไกล สาเหตุที่สร้างวัดนี้น่าจะมาจากที่มีพระพุทธ
รูปปางนาคปรกเนื้อหินทรายขาว ลอยมาตามแม่น้ำท่าจีน(แม่น้ำสุพรรณ)
จึงได้ทำพิธีอาราธนาขึ้นมาจากแม่น้ำ สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูป
สมัยลพบุรี นอกจากนี้ยังมีโบสถ์ที่ปรักหักพังสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอู่ทอง
ทางวัดได้ปฏิสังขรณ์โดยสร้างโบสถ์ ใหม่ครอบ และยังมีอุโบสถจตุรมุขใหญ่
สูงเด่น สง่างาม ประดิษฐาน พระพุทธนวราชมงคล สวยงามมาก
และมีพระพุทธรูปเนื้อหินทราย ปางต่างๆ เก่าแก่มาก บริเวณท่าน้ำหน้าวัดเป็นที่สงวนพันธุ์สัตว์น้ำ
มีฝูงปลาหลายชนิด ผู้มาเที่ยวชมสามารถให้อาหารปลาได้ ถือเป็น
อุทยานมัจฉา อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี
วัดหน่อพุทธางกูร เดิมชื่อ วัดมะขามหน่อ
ตั้งอยู่ที่ตำบลพิหารแดง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ เลยวัดพระลอยไปทางเหนือประมาณ
2 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 3507 กิโลเมตรที่ 3 เป็นวัดเงียบสงบสร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
ภายในพระอุโบสถหลังเก่ามีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ
ค่อนข้างสมบูรณ์ชัดเจน เป็นจิตรกรรมที่มีความงดงาม เขียนราว
พ.ศ. 2391 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ประดิษฐาน พระพุทธรูปปางไสยาสน์
สลักจากหิน มีลักษณะแปลกกว่าที่อื่น คือ เป็นพระพุทธรูปอยู่ในลักษณะนอนหงาย
ขนาดเท่าคนโบราณยาวประมาณ 2 เมตร ลักษณะคล้ายกับพระนอนที่เมืองกุสินารา
ประเทศอินเดีย สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
วัดพร้าว อยู่ที่ตำบลโพธิ์พระยา ติดกับประตูน้ำโพธิ์พระยา
เลยวัดพระนอน ไปทางเหนือ ห่างจากจังหวัดประมาณ 9 กิโลเมตร
ภายในวัดมีวิหารลักษณะเด่น คือ เลียนแบบสถาปัตยกรรมพม่า
หลังคาซ้อนชั้นทรงสูง มีความงดงามแปลกตา เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง
ด้านหลังวัดยังมีหอไตรกลางน้ำ ตู้พระธรรม สิ่งที่ น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง
คือ บนต้นหว้าหลังวัดเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวแม่ไก่จำนวน
นับพันตัวเกาะห้อยหัว ตัวใหญ่เท่าแม่ไก่ สีดำเต็มไปหมด
โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข
340 เป็นโรงละครภูมิภาคแห่งหนึ่งซึ่งกำหนดให้สร้าง ขึ้นสำหรับภาคตะวันตกของประเทศ
เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูน ประสบการณ์ด้านการแสดงและเป็นสถาน
ที่ให้บริการทางวิชาการด้านนาฏศิลป์ ดนตรี รวมทั้งเป็นสถานที่จัดกิจกรรม
เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนศิลป วัฒนธรรมระหว่างชาติประจำภาคตะวันตก
วัดสนามชัย ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลสนามชัย
ริมทางหลวงหมายเลข 340 ห่างจากจังหวัดประมาณ 2 กิโลเมตร
มีเนื้อที่ประมาณ 57 ไร่ อยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรีฝั่งตะวันออก
จากพงศาวดารเหนือเล่าว่า พระเจ้า กาแต ทรงให้มอญน้องผู้เป็นญาติสร้างขึ้นพร้อมกับบูรณะวัดป่าเลไลยก์
สันนิษฐานว่าสร้างก่อนปี พ.ศ. 1746 พบซากเจดีย์ขนาดใหญ่
และกำแพงแก้วพร้อมเจดีย์บริวารเล็กๆ ทั้งสี่ทิศ เมื่อปีพ.ศ.
2504-2505 กรมศิลปากร ขุดแต่งองค์เจดีย์ ภายในกลวง พบอัฐิธาตุป่นปนกับเถ้าถ่านจำนวนมากบรรจุไว้ในองค์เจดีย์
นักโบราณคดี ให้ข้อสันนิษฐานและคำอธิบายว่า เจดีย์วัดสนามชัย
เป็นเจดีย์ 16 เหลี่ยม กว้างด้านละ 48 เมตร ยาวด้านละ
62 เมตร สันนิษฐานจากศิลปะการก่อสร้างว่ามีการ สร้างซ้อนกันอย่างน้อย
2 สมัย ตั้งแต่สมัยทวารวดี - สมัยอู่ทอง (คือช่วงปลายทวารวดีต่อสมัยอยุธยา)
และ สมัยอยุธยา
วัดพระธาตุ หรือ วัดพระธาตุศาลาขาว
อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปตามถนนมาลัยแมน (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ)
ทางหลวงหมายเลข 321 ไปประมาณ 16 กิโลเมตร ประมาณหลักกิโลเมตรที่
145 วัดมหาธาตุตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดสวนแตง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า
วัดพระธาตุนอก เพราะลักษณะพระปรางค์คล้ายกับ พระปรางค์ที่วัดพระศรีรัตนมหา
ธาตุแต่ขนาดย่อมกว่า มีความสูงประมาณ 20-25 เมตร จากสภาพที่หลงเหลือปัจจุบันเป็นพระปรางค์เดี่ยว
มีบันไดและซุ้มประตู ยอดพระปรางค์มนกว่ายอดพระปรางค์วัดพระศรีรัตน
มหาธาตุ ซึ่งมียอดแหลม แผ่นอิฐมีขนาดเล็ก และสอด้วยปูนหวาน
เนื้อหยาบ จากหลักฐานของโบราณวัตถุ ที่ขุดค้นพบได้จากพระปรางค์
สันนิษฐานได้ว่าวัดนี้สร้างในราว พ.ศ. 1967-2031 ในรัชสมัยพระบรมราชาธิราชที่
2 (เจ้าสามพระยา) หรือพระบรมไตรโลกนาถ ปัจจุบันพระธาตุอยู่ในสภาพทรุดโทรม
พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์
อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 31 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข
322 (สุพรรณบุรี-ดอนเจดีย์) ประกอบด้วย พระบรมราชา นุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงพระคชาธารออกศึก และ องค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะ ในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อ
พระมหาอุปราชาแห่งพม่าเมื่อ เดือนมกราคม ปี พ.ศ.2135 และในปี
พ.ศ. 2495 กองทัพบกได้บูรณะปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่
โดยสร้าง เป็นเจดีย์แบบลังกาทรงกลมใหญ่ สูง 66 เมตร ฐานกว้างด้านละ
36 เมตร ครอบเจดีย์องค์เดิมไว้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเสด็จ
ไปประกอบพิธีบวงสรวงและเปิดพระ บรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์เมื่อวันที่
25 มกราคม 2502 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคม
ของทุกปี เป็นวันถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ ดอนเจดีย์และถือเป็นวันกองทัพไทย
พร้อมกันนั้นทางจังหวัดได้จัดให้มีงานเฉลิม ฉลองพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ทุกปี
เลยจากเจดีย์ไปประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของ พระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา
มีผู้นิยมไปสักการะบูชาอยู่เสมอ
โบราณสถานบึงหนองสาหร่าย อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ
40 กิโลเมตร เลยพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ไปตามทางหลวงหมายเลข
3038 ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วง
สงครามยุทธหัตถีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า
สมเด็จพระนเรศวรทรงเลือกบริเวณหนองสาหร่ายเป็นที่ตั้งทัพ
เพราะน้ำบริเวณหนองสาหร่ายมีมาก พอที่จะให้ทหารจำนวนแสนคน
พร้อมช้าง ม้าได้อาศัยเป็นเวลาแรมเดือน ประกอบกับเป็นชัยภูมิที่ตั้งสูงห่างข้าศึก
ปัจจุบันสภาพหนองน้ำตื้นเขิน และมีเนื้อที่เหลือที่เป็นหนองน้ำเพียง
29 ไร่ บริเวณโดยรอบมีต้นไม้เรียงรายร่มรื่น เนื่องจากสภาพทรุด
โทรมนักท่องเที่ยวไม่นิยมมาท่องเที่ยว
อุทยานมัจฉา วัดป่าพฤกษ์ อยู่ที่ตำบลบ้านแหลม
ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 17 กิโลเมตร ทางหลวงหมายเลข 340
กิโลเมตรที่ 86 จะเห็นป้ายทางเข้าจากนั้นไปตาม ทางหลวงหมายเลข
3351 กิโลเมตรที่ 10 บริเวณหน้าวัดมีฝูงปลาโดยเฉพาะปลายสวาย
ปลาเทโพ ปลานิล เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถยืนชม
และให้อาหารปลาได้อย่างใกล้ชิดบริเวณริมแม่น้ำซึ่งทาง
วัดก่อสร้างเป็นเขื่อนทางเท้าริมน้ำยาวประมาณ 100 เมตร
บ้านควาย ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข
340 (สุพรรณบุรี-ศรีประจันต์) กิโลเมตรที่ 115-116 เป็นสถานที่รวบรวมวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านภาคกลาง
มีพื้นที่ 100 กว่าไร่ แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ เช่น หมู่บ้าน
ชาวนาแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีลานนวดข้าว
คอกควาย โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ บ้านเรือนไทยภาคกลาง เรือน
แต่ละหลังมีกิจกรรมสำหรับผู้สนใจ เช่น เรือนแพทย์แผนไทย
การนวดแผนไทย และการใช้สมุนไพร เรือนโหราศาสตร์ มีลานแสดงควายช่วงเช้าแสดงรอบ
11.00-11.30 น. ช่วงบ่ายรอบ 16.30-17.00 น. ด้านหน้าทางเข้ามีร้านขายสินค้าที่ระลึกของ
บ้านควายสำหรับนักท่องเที่ยว บ้านควายเปิดให้เข้าชมทุกวัน
วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์
09.30-18.30 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ
300 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สำนักงานกรุงเทพฯโทร.
0 2619 6326-9 สำนักงานสุพรรณบุรีโทร 0 3558 1668 เว็บไซต์
: www.buffalovillages.com
วัดบ้านกร่าง จากทางหลวงหมายเลข 340
ผ่านอำเภอศรีประจันต์ เข้าทางหลวงหมายเลข 3038 กิโลเมตรที่
14-15 ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรีคนละ ฝั่งกับที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์
ห่างจากจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีกรุ พระขุนแผนบ้านกร่าง
สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นหลังสงครามยุทธหัตถี ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา
ลักษณะเป็นพระคู่ ด้านใต้ของวัดมีเจดีย์องค์หนึ่งอายุประมาณ
100 ปี บริเวณหน้าวัดริมแม่น้ำมีปลาอาศัยจำนวนมาก ทางวัดจัดจำหน่ายอาหารปลา
ถือ เป็นอุทยานมัจฉา แห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี จะสังเกตเห็นเรือนแถวหน้าทางเข้าวัดบ้านกร่าง
เป็นเรือนแถวไม้สองชั้น แบบโบราณ บรรยากาศเงียบสงบ สะท้อนความเป็นอยู่เรียบง่ายแบบดั้งเดิมของผู้คนแถวนั้น
วัดวัดเขาขึ้น หรือ วัดเขานางบวช (วัดพระอาจารย์ธรรมโชติ)
ห่างจากจังหวัดประมาณ 51 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข
340 กิโลเมตรที่ 138-139 มีทางลาดยางขึ้นไปจนถึงวัดซึ่งตั้งอยู่บนเขานางบวช
หรือจะเดินขึ้นบันได 249 ขั้น ไปจนถึงยอดเขาก็ได้ พระอาจารย์ธรรมโชติเป็นพระที่มีความสำคัญใน
ศึกชาวบ้านบางระจัน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านเครื่องรางของขลัง
ชาวบ้านบางระจันจึงนิมนต์ไปเป็นขวัญและ กำลังใจในการสู้รบกับพม่า
ภายในวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติประดิษฐาน รอยพระพุทธบาท
ด้านนอกวิหาร จะเห็น เจดีย์หินแผ่น เป็นหินแผ่นบางๆ วางซ้อนเป็นรูปเจดีย์ขนาดไม่สูงมากตั้งอยู่ติดกับวิหาร
ในโบสถ์ หลังใหม่มีรูปปั้นอาจารย์ธรรมโชติ เมื่อยืนอยู่บนยอดเขาสามารถชม
ทิวทัศน์อันสวยงามของอำเภอเดิมบาง นางบวชได้อย่างทั่วถึง
วัดหัวเขา ตั้งอยู่หมู่ 2 ตำบลหัวเขา
ในตัวอำเภอเดิมบางนางบวช ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 60 กิโลเมตร
ผ่านเข้าตัวอำเภอเดิมบางนางบวช แล้วไปตามทางหลวงหมายเลข
3350 ประมาณกิโลเมตรที่ 2-3 เมื่อถึงวัดหัวเขาจะเห็นบันไดขึ้น-ลง
เขาทำด้วยคอนกรีตจำนวนรวม 212 ขั้น ทุกปีทางวัดจะจัดงานประเพณี
ตักบาตรเทโว ซึ่งเป็นพิธีทำบุญของชาวไทยในเทศกาลออกพรรษา
งานเริ่มหลังจากวันออกพรรษา 1 วัน คือ แรม 2 ค่ำ เดือน
11 มีผู้คนมาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก
วัดเดิมบาง ห่างจากจังหวัดประมาณ 55
กิโลเมตร สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ ธรรมาสน์ที่สร้างโดยช่างชาวจีน
เป็นศิลปะไทยผสมจีน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2458 สร้างเสร็จ พ.ศ.
2466 ปัจจุบันเก็บไว้บนศาลา การเปรียญ นอกจากนั้นที่หอสวดมนต์ยังเก็บของมีค่าของวัดไว้
3 ชิ้น ได้แก่ ฝาบาตรมุก ตาลปัตร และปิ่นโต ซึ่งรัชกาลที่
5 พระราชทานแก่วัด ทางวัดเก็บรักษาไว้อยู่ในสภาพดี และยังมีมณฑปและหอระฆังที่ก่อ
สร้างอย่างประณีตสวยงาม ส่วนภายในพระอุโบสถที่บูรณะ ใหม่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังสภาพสมบูรณ์
บึงฉวาก เป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่
มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,700 กว่าไร่ อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองสุพรรณประมาณ
64 กิโลเมตร บึงฉวากมีพื้นที่ติดกับอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาทและอำเภอเดิมบางนางบวช
จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนที่อยู่ในเขตอำเภอเดิมบางนางบวชมีพื้นที่ประมาณ
1,700 ไร่ บึงฉวากได้รับประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่ามาตั้งแต่ปี
2526 และในปี พ.ศ. 2541 ได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญ
ระดับชาติตามอนุสัญญาแรมซาร์ ที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี
เนื่องจาก ความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีในบึง
ลักษณะที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์
คือ พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ
มีน้ำท่วม น้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้าง
ทั้งที่มีน้ำขังหรือน้ำท่วมถาวรและชั่วคราว ทั้งแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล
แหล่งน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลและทะเล
ในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดต่ำสุด น้ำลึกไม่เกิน 6 เมตร ซึ่งบึงฉวากเข้าข่ายลักษณะดังกล่าว
คือเป็นบึงน้ำจืดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีความลึกเฉลี่ยประมาณ
1-3 เมตร พื้นที่บึงฉวากอยู่ในความดูแลของหน่วยราชการ
ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมประมง กรมปศุสัตว์
กรมส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรม กรมป่าไม้ เป็นต้น
บึงฉวาก ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี
ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร มีสถานที่ ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่ในความดูแลเช่น
อุทยานผักพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติบึงฉวาก ซึ่งประกอบด้วยศูนย์ข้อมูล
ห้องนิทรรศการแสดงผลผลิตทางการเกษตร ศูนย์บริการท่องเที่ยวเกษตร
เรือนเพาะชำกล้าไม้ อุทยาน เปิดให้เขาชมทุกวัน เวลา 06.00-18.00
น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0 1948 9214 หรือสำนักงานเกษตร
อำเภอเดิมบางนางบวช โทร. 0 3557 8061 ในส่วนของกรมป่าไม้
มีอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าชนิดต่างๆ
มีตู้จำลองระบบนิเวศและห้องฉายวิดีทัศน์ ด้านนอกมีกรงเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าหายาก
กรงนก กรงเสือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก
เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. เสาร์-อาทิตย์
08.00-18.00 น. โทร. 0 3543 9206 การเดินทาง จากถนนสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี
(ทางหลวงหมายเลข 340) เมื่อถึงอำเภอเดิมบางนางบวช สามารถเข้าไปได้
2 ทางคือ เมื่อถึงสี่แยกทางเข้าตัวอำเภอเดิมบางนางบวช
เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน ตรงไปจนพบสามแยกตัดกับถนนเลียบคลองชลประทาน
ให้เลี้ยวขวาไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน อีกเส้นทางหนึ่งไปตามทางหลวงหมายเลข
340 หลักกิโลเมตรที่ 147 ด้านซ้ายมือจะเห็นโรงเรียน วัดเดิมบางนางบวช
ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยข้างโรงเรียน ข้ามแม่น้ำแล้วตรงไปเรื่อยๆ
เมื่อถึงสามแยกตัดกับถนนเลียบคลอง ชลประทานให้เลี้ยวขวาไปตามถนน
จนพบสะพานข้ามคลองชลประทานด้านซ้ายมือ ให้เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานแล้วตรงไปเรื่อยๆ
จะเห็นบึงฉวาก
ทวารวดี พระพุทธรูปสมัยทวารวดี อาคารที่
2 จัดแสดงห้องชาติพันธุ์วิทยาและ ลูกปัดที่ค้นพบในเมืองอู่ทอง
ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยทวารวดี ส่วนลานกลางแจ้งสร้างเป็นเรือนแบบลาวโซ่ง
จัดแสดง วัฒนธรรมประเพณี การแต่งกาย เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวลาวโซ่ง
พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ วันอังคาร
และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. อัตราค่าเข้าชม
ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.
0 3555 1040
วัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม เดิมชื่อ วัดเขาพระ
ห่างจากจังหวัดประมาณ 34 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ถนนมาลัยแมน
ในตัวอำเภออู่ทอง ใกล้หอนาฬิกาบรรหาร-แจ่มใส เข้าซอยไปประมาณ
2 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าตั้งแต่สมัยทวารวดี
เพราะ มีโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปางต่าง
ๆ ซึ่งสลักจากเนื้อหิน เทวรูปจักรนารายณ์เนื้อหิน บนยอดเขาพบซากเจดีย์อยุธยา
1 องค์ และยังมีรอยพระพุทธบาทจำลอง แกะสลักด้วยหินเขียวธรรมชาติ
ประดิษฐานไว้ในมณฑปบนยอดเขาอีกด้วย ทุกปี มีงานนมัสการพระพุทธไสยาสน์
2 ครั้ง คือ วันขึ้น 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 12 กับ
วันขึ้น 14-15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 5
วนอุทยานพุม่วง ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลจระเข้สามพัน
ห่างจากจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร ไปทางหลวงหมายเลข 321
กิโลเมตรที่ 128-129 แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 3342 ไป 500
เมตร จะเห็นทางเข้า วนอุทยานพุม่วงทางขวามือ อุทยานแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ
1,725 ไร่ สภาพพื้นที่เป็นป่าเบญจพรรณสลับกับ ป่าไผ่รวก
ภายในวนอุทยานมีสิ่งที่น่าสนใจได้แก่
เส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ
1 ชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางเดินจะเห็นไม้เบญจพรรณจำพวกไม้มะค่า
ไผ่ จันทน์กะพ้อ จันทน์ผา
คอกช้างดินสมัยทวารวดี อยู่ไม่ไกลจากที่ทำการ
อายุราว 1,500 ปี จำนวน 3 คอก มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่
ฐานวิหารศิลาแลงสมัยทวารวดี สันนิษฐานว่าใช้เป็นที่สำหรับกษัตริย์
ทำพิธีบวงสรวงสังเวยเพื่อคล้องช้างป่า
น้ำตกพุม่วง ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผน
มีทั้งหมด 5 ชั้น ตลอดเส้นทางที่ น้ำตกไหลผ่าน จะผ่านจุดที่น่าสนใจ
คือ คอกช้างดินและฐานศิลาแลง หากขึ้นไปบนเทือกเขาพระจะเห็นพันธุ์ไม้นานาชนิดอาทิ
เช่น จันทน์กะพ้อ และปรงเผือก มี ลานหิน ที่มีก้อนหินน้อยใหญ่วางสลับกัน
บางแห่งก็รวมกันเป็นเชิงชั้น มีต้นปรงขึ้นสลับ เป็นป่าใกล้เมืองที่หาได้ยากแห่งหนึ่ง
หากต้องการพักค้างแรมควรติดต่อ ขออนุญาตล่วงหน้าและเตรียมอาหารไปเอง
สอบถามข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่ วนอุทยานพุม่วง ตำบลจระเข้สามพัน
อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 72160 โทร. 0 1943 5188
วัดเขาดีสลัก ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลดอนคา
ห่างจากอำเภออู่ทอง 8 กิโลเมตร สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด
ได้แก่ รอยพระพุทธบาทจำลองสร้างด้วยหินทรายสีแดง มีลักษณะแตกต่างจากรอยพระพุทธบาทที่พบที่อื่น
คือ รอยพระพุทธบาทนูน ขนาดกว้างประมาณ 65.5 เซนติเมตร
ยาว 141.5 เซนติเมตร นักโบราณคดีให้ความเห็นว่า เป็นศิลปะสมัยทวารวดี
อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16 มีทางรถขึ้นไปชมรอยพระพุทธบาทบนยอดเขา
ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ทางวัดปรับปรุงภูมิทัศน์บนยอดเขา
มองเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามในเขตอำเภออู่ทองโดยรอบ นอกจากนี้ยังพบโพรงหินภายในมีพระพุทธรูป
และโบราณวัตถุต่าง ๆ อีกหลายชนิด
วัดไผ่โรงวัว ตั้งอยู่ที่ตำบลบางตาเถร
ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ 43 กิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพฯ
ประมาณ 70 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี
มีทางแยกซ้ายก่อนถึงสามแยก ลาดบัวหลวงเข้าสู่วัดไผ่โรงวัว
หรือ หากมาตามทางหลวงหมายเลข 3422 กิโลเมตรที่ 18-19 วัดนี้สร้างเมื่อ
พ.ศ. 2469 เป็นวัดที่มีพุทธศาสนิกชน และบุคคลทั่วไปนิยมไปเที่ยวชมกันมาก
เพราะท่านพระครูอุทัยภาคาธร (หลวงพ่อขอม) ได้ดำเนินการก่อสร้าง
"พระพุทธโคดม" เป็นพระพุทธรูปโลหะสำริด องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ในโลก และยังมี "พระวิหารร้อยยอด" และ "พระธรรมจักร"
หล่อด้วยทองสำริดใหญ่ที่สุดในโลก รวมทั้ง สิ่งก่อสร้างอื่นๆ
อีกมากมาย เป็นวัดที่โดดเด่นวัดหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี
วัดทับกระดาน ไปตามทางหลวงหมายเลข 3387
ประมาณ 7 กิโลเมตร แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 3351 กิโลเมตรที่
10 อำเภอสองพี่น้องเป็นอำเภอบ้านเกิดของพุ่มพวง ดวงจันทร์
นักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังซึ่งมีคนนิยมฟังเพลง ของเธอมากมายและได้เสียชีวิตไป
ทำให้แฟนเพลงเสียใจกันมาก จึงมีการเก็บรวบรวมเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้
ที่ใช้ในการร้องเพลง รวมทั้งรูปถ่ายจากข่าวหนังสือพิมพ์ไว้ในโบสถ์ของวัดนี้
เนื่องจาก พุ่มพวงคุ้นเคยกับวัดนี้ตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้บริเวณศาลาท่าน้ำจะมีรูปวาดของ
พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่มีคนนำมาให้เพื่อแก้บน ด้านหน้าวัดมีร้านขายของสด
แห้งต่างๆ เช่น น้ำพริก หน่อไม้ ผลไม้ต่างๆ ทุกปีจะมีการจัดงานครบรอบวันเสียชีวิตของนักร้องผู้นี้
มีผู้คนมาร่วมงานจำนวนมาก
ถ้ำเวฬุวัน ตั้งอยู่ในบริเวณวัดวังคัน
ห่างจากอำเภอด่านช้างประมาณ 14 กิโลเมตร ห่างจากทางเข้าอุทยานแห่งชาติพุเตย
1 กิโลเมตร มีบันไดคอนกรีตขึ้นถึงบริเวณปากถ้ำ จำนวน 61
ขั้น สภาพภายในถ้ำ มีไฟฟ้าสว่างพอให้นักท่องเที่ยว เห็นสภาพภายในถ้ำ
ซึ่งมีหินงอกและ หินย้อยสวยงาม และมีพระพุทธรูปจำลองปางป่าเลไลยก์ให้นักท่องเที่ยวได้สักการะบูชา
นอกจากนั้นในบริเวณวัด ทางอำเภอได้จัดทำเป็นสวนไผ่เทิดพระเกียรติ
มีพันธุ์ไผ่ต่าง ๆ ปลูกไว้ประมาณ 10 กว่าชนิด
อุทยานแห่งชาติพุเตย มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ
198,422 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ ป่าองค์พระ
ป่าเขาพุระกำและป่าเขาห้วยพลู อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีและวนอุทยานถ้ำเขาวง
อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าชุกชุม
เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารด้านการเกษตร ของจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดกาญจนบุรี
บนยอดเขามีป่าสนสองใบหลาย พันต้นและยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม
หมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่ อยู่ใกล้น้ำตกตะเพินคี่
เป็นหมู่บ้านปลอดอบายมุขของมึนเมาทุกประเภท กะเหรี่ยงตะเพินคี่
เป็นกะเหรี่ยงด้ายเหลือง นับถือศาสนาพุทธ ในวันขึ้น 15
ค่ำ เดือน 5 ของทุกปีตลอด 3 วัน 3 คืน จะมีงานพิธีไหว้จุฬามณี
ซึ่งนับถือกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำ จากไม้ไผ่เหลาแหลมปักไว้ที่ลานหมู่บ้าน
น้ำตกตะเพินคี่ อยู่ห่างจากอำเภอด่านช้างประมาณ
51 กิโลเมตร ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย บ้านห้วยหินดำ
33 กิโลเมตร เป็นน้ำตก 2 ชั้น มีน้ำไหลตลอดปี ผืนป่าและต้นน้ำตะเพิ่นคี่ยังคงสภาพสมบูรณ์
มีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มากว่า 200 ปี เป็นป่าที่ยังคงสภาพความเป็นธรรมชาติอย่างสวยงาม
เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย
อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน อยู่ที่บ้านวังโหรา
เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ อยู่ใกล้ที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯที่
2 (พุกระทิง)
น้ำตกพุกระทิง ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ
ที่ 2 (พุกระทิง) ประมาณ 7 กิโลเมตร ใกล้อ่างเก็บน้ำ ลำตะเพิน
การเดินทางและที่พัก อุทยานแห่งนี้อยู่ห่างจากอำเภอด่านช้างประมาณ
80 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 160 กิโลเมตร
จากอำเภอด่านช้างไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 333 ผ่าน ถ้ำเขาเวฬุวันไปประมาณ
1 กิโลเมตร จะเห็นป้ายไปอุทยานแห่งชาติพุเตยอีก 18 กิโลเมตร
และเลยผ่านบ้านป่าขีไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร จะถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานฯที่
1 (พุเตย) รถยนต์ที่ใช้ควรเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่มีกำลังแรงสูง
ที่ทำการอุทยานฯ ไปทางอำเภอบ้านไร่ ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร
ทางซ้ายมือจะมองเห็นป้ายหมู่บ้านวังคุ้น แล้วเลี้ยวเข้าไปประมาณ
14 กิโลเมตร หรือ ห่างจากอำเภอด่านช้างไปประมาณ 50 กิโลเมตร
อุทยานมีศูนย์ศึกษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ลานกางเต็นท์
สนใจเดินทางไปอุทยานแห่งชาติพุเตย ติดต่อ ตู้ปณ. 19 อำเภอด่านช้าง
จังหวัดสุพรรณบุรี 72180 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ
ที่ 2 (พุกระทิง) โทร. 0 3552 9215, หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ
เขาสน โทร 0 1934 2240 |