ศรีสะเกษเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานตอนล่าง
ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เคยเป็นชุมชนที่มีอารยธรรม
รุ่งเรืองมานับพันปี นับตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ และมีชนเผ่าต่างๆ
อพยพมาตั้งรกรากในบริเวณนี้ ได้แก่ ส่วย ลาว เขมร และเยอ
ศรีสะเกษเดิมเรียกกันว่า เมืองขุขันธ์ เมืองเก่าตั้งอยู่ที่บริเวณ
บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน ตำบลดวนใหญ่ อำเภอวังหินในปัจจุบัน
ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองเมื่อ พ.ศ. 2302 สมัยกรุงศรีอยุธยา
โดยมีหลวงแก้วสุวรรณซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์ เป็นพระยาไกรภักดีเป็นเจ้าเมืองคนแรก
ล่วงถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ย้ายเมืองขุขันธ์มาอยู่ที่บ้านเมืองเก่า
ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน แต่ยังคงใช้ชื่อว่าเมืองขุขันธ์จนถึง
พ.ศ. 2481 จึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดศรีสะเกษตั้งแต่นั้นมา
จังหวัดศรีสะเกษมีเนื้อที่ประมาณ 8,839 ตารางกิโลเมตร
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อจังหวัดยโสธร และร้อยเอ็ด
ทิศใต้ ติดต่อประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย โดยมีเทือกเขาดงรักเป็นแนวกั้นเขตแดน
ทิศตะวันตก ติดต่อจังหวัดสุรินทร์
ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดอุบลราชธานี
การเดินทาง
รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข
1 (ถนนพหลโยธิน) แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ)
ที่จังหวัดสระบุรี เข้าเส้นทางโชคชัย-เดชอุดม (ทางหลวงหมายเลข
24) เข้าตัวเมืองศรีสะเกษ รวมระยะทางประมาณ 571 กิโลเมตร
รถประจำทาง จากกรุงเทพฯมีรถโดยสารประจำทางทั้งธรรมดา
และปรับอากาศออกจากสถานีขนส่ง สายตะวันออกเฉียงเหนือทุกวัน
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียด โทร.
0 2936 2852-66 สถานีขนส่งจังหวัดศรีสะเกษ โทร. 0 4561
2500 www.transport.co.th
รถไฟ จากสถานีกรุงเทพฯ(หัวลำโพง) และสถานีบางซื่อ
มีรถธรรมดา รถเร็ว และรถด่วน สายกรุงเทพฯ-ศรีสะเกษ ระยะทาง
515 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง
การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690, 0 2223 7010, 0 2223
7020 สถานีรถไฟศรีสะเกษ โทร. 0 4561 1525 www.railway.co.th
การเดินทางในตัวเมืองมีรถสามล้อรับจ้างอยู่ทั่วไป นอกจากนั้นยังมีรถโดยสารจาก ตัวอำเภอเมืองศรีสะเกษไปยังอำเภอต่าง
ๆ ทุกอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงด้วย ระยะทางไปยังจังหวัดใกล้เคียง
อุบลราชธานี 61 กิโลเมตร / ยโสธร 159 กิโลเมตร / สุรินทร์
143 กิโลเมตร
ระยะทางจากอำเภอเมืองไปยังอำเภอและกิ่งอำเภอต่าง
ๆ
อำเภอพยุห์ 21 กิโลเมตร
อำเภออุทุมพรพิสัย 24 กิโลเมตร
อำเภอกันทรารมย์ 26 กิโลเมตร
อำเภอภูสิงห์ 28 กิโลเมตร
กิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ 29 กิโลเมตร
อำเภอยางชุมน้อย 32 กิโลเมตร
อำเภอวังหิน 35 กิโลเมตร
อำเภอศรีรัตนะ 37 กิโลเมตร
อำเภอห้วยทับทัน 37 กิโลเมตร
อำเภอราษีไศล 38 กิโลเมตร
อำเภอเมืองจันทร์ 40 กิโลเมตร
อำเภอบึงบูรพ์ 42 กิโลเมตร
อำเภอไพรบึง 42 กิโลเมตร
อำเภอน้ำเกลี้ยง 44 กิโลเมตร
อำเภอขุขันธ์ 49 กิโลเมตร
กิ่งอำเภอศิลาลาด 50 กิโลเมตร
อำเภอโนนคูณ 56 กิโลเมตร
อำเภอขุนหาญ 60 กิโลเมตร
อำเภอปรางค์กู่ 60 กิโลเมตร
อำเภอกันทรลักษ์ 63 กิโลเมตร
อำเภอเบญจลักษ์ 80 กิโลเมตร
แหล่งท่องเที่ยว
วัดมหาพุทธาราม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองศรีสะเกษ
มีวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป คู่บ้านคู่เมืองและเป็นที่เคารพสักการะ
ของชาวศรีสะเกษคือ "หลวงพ่อโต" เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัย
มีความสูงจากฐานถึงยอดเกศ 6.85 เมตร หน้าตักกว้าง 3.50
เมตร เดิมเป็นพระพุทธรูปศิลาจำหลัก สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยขอม
ซึ่งมีอายุร่วมพันปีมาแล้วแต่มา สร้างเพิ่มเติมขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด
สวนสมเด็จศรีนครินทร์ ตั้งอยู่ในวิทยาลัยเกษตรกรรมศรีสะเกษ
ถนนกสิกรรม ตำบลหนองครก ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ
2 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 237 ไร่ ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง-ต่ำ
ตามธรรมชาติ มีลำห้วย 2 สายคือ ห้วยปูนใหญ่และห้วยปูนน้อย
มาบรรจบกันตรงด้านทิศเหนือของสวนฯ ภายในบริเวณสวนมีต้นลำดวน
ขึ้นอยู่หนาแน่นเป็นดงใหญ่ เหมาะแก่การทัศนศึกษา ในเชิงพฤกษศาสตร์
ต้นลำดวนซึ่งเป็นพันธุ์ไม้หอมนี้จะผลิดอกหอมอบอวลไปทั่ว
ในราวเดือนมีนาคมของทุกปี และเนื่องจากต้นไม้ชนิดนี้มีความเกี่ยวพันกับชื่อ
ศรีนครลำดวน ในอดีต จึงได้นำเอาต้นลำดวนมาเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด
นอกจากนี้ในพื้นที่ยังมีสวนสัตว์ และสวนสาธารณะตกแต่งสวยงาม
ร่มรื่นเป็นแหล่งพักผ่อนของประชาชนทั่วไป มีบึงน้ำสำหรับพายเรือเล่น
และพักผ่อนหย่อนใจ
ตึกขุนอำไพพาณิชย์ ตั้งอยู่ภายในเขตเทศบาลเมือง
ที่ถนนอุบล เป็นตึกเก่าของขุนอำไพพาณิชย์ (อินทร์ นาคสีหราช)
คหบดีชาวศรีสะเกษ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2468 โดยช่างชาวจีนและชาวมอญ
ตัวอาคารมีรูปทรง และลวดลายปูนปั้นที่งดงาม ตามคติความเชื่อของชาวจีน
ได้รับการบูรณะและอนุรักษ์ไว้ เป็นอย่างดีจนได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการ
ดีเด่นการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม ในเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2530
ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศ ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
พระธาตุเรืองรอง ตั้งอยู่ที่บ้านสร้างเรือง
ตำบลหญ้าปล้อง ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 2373
สายศรีสะเกษ-ยางชุมน้อย ประมาณ 7.5 กิโลเมตร เป็นพระธาตุที่สร้างขึ้น
โดยผสมศิลปอีสานใต้สี่เผ่าไทย ได้แก่ ลาว ส่วย เขมร เยอ
มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์อย่างลงตัว พระธาตุมีความสูง
49 เมตร แบ่งออกเป็น 6 ชั้น ชั้นที่ 1 ใช้สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา
ชั้นที่ 2-3 เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านสี่เผ่าไทย ชั้นที่
4 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ชั้นที่ 5 ใช้สำหรับการทำสมาธิ
และชั้นที่ 6 เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่
ชมทัศนียภาพของพื้นที่โดยรอบ ปราสาทหินแห่งนี้เดิมเป็นศาสนสถานมาก่อน
แล้วต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่
7 อาจมีการบูรณะหรือสร้างเพิ่มเติมขึ้นใหม่ สังเกตได้จากมีสถาปัตยกรรมแบบบายนอยู่ด้วย
สิ่งก่อสร้างดังกล่าวเรียกกันในสมัยนั้นว่า "อโรคยาศาล"
หมายถึง สถานพยาบาล หรือสุขศาลาประจำชุมชนนั่นเอง
ปราสาทวัดสระกำแพงใหญ่ ตั้งอยู่ที่บ้านกำแพงใหญ่
ตำบลสระกำแพงใหญ่ การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ห่างจากตัวจังหวัด
26 กิโลเมตรและ ห่างจากตัวอำเภอ 2 กิโลเมตร เป็นปราสาทขอมที่มีขนาดใหญ่
และสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัด ลักษณะเป็นปรางค์ 3 องค์บนฐานเดียวกัน
เรียงกันในแนวทิศเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง
ก่อด้วยหินทราย มีอิฐแซมบางส่วน มีทับหลังจำหลักภาพ พระอินทร์ทรงช้าง
บนแท่นเหนือหน้ากาล ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ เป็นปรางค์อิฐ
มีส่วนประกอบตกแต่งที่เป็นหินทราย เช่น ทับหลัง กรอบหน้าบันและกรอบเสาประตู
ด้านหลังปรางค์องค์ทิศใต้มีปรางค์ก่ออิฐอีก 1 องค์ ด้านหน้ามีวิหารก่ออิฐ
2 หลัง ล้อมรอบด้วยระเบียงคต ก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย
มีโคปุระหรือประตูซุ้มทั้ง 4 ทิศ ส่วนวิหารที่ก่อด้วยอิฐซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือ
มีทับหลังสลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ อยู่เหนือพระยาอนันตนาคราช
ท่ามกลางเกษียรสมุทร และที่วิหารก่ออิฐทางด้านทิศใต้ มีทับหลังรูปพระอิศวรกับพระ
อุมาประทับนั่งเหนือนนทิ ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้อยู่ในความ
ดูแลของกองโบราณคดี กรมศิลปากร และได้มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมาก
เช่นทับหลังจำหลักภาพศิวะนาฏราช พระกฤษณะยกเขาโควรรธนะและยังพบพระพุทธรูปนาคปรก
พระพุทธรูปปางสมาธิ พระพิมพ์ดินเผา ฯลฯ จากหลักฐานลวดลายที่ปรากฏบนหน้าบัน
ทับหลัง และโบราณวัตถุต่างๆ โดยเฉพาะจารึกที่หลืบประตูปราสาท
สระกำแพงใหญ่ สรุปได้ว่าปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้น ในราวพุทธศตวรรษที่
16 ตรงกับศิลปะขอมแบบบาปวน เพื่อ เป็นเทวาลัยถวายแด่พระศิวะ
และเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นวัด
ในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน
ปราสาทบ้านปราสาท (ปราสาทห้วยทับทัน)
ตั้งอยู่ที่วัดปราสาทพนาราม บ้านปราสาท จากตัวเมืองศรีสะเกษ
การเดินทางใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 226 ประมาณ 39 กิโลเมตร
ถึงอำเภอห้วยทับทัน แล้วเลี้ยวขวาตามทางอีก 8 กิโลเมตร
เป็นโบราณสถานแ บบขอมแห่งหนึ่งที่ถูกดัดแปลง ในสมัยหลังเช่นเดียวกับ
ปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะส่วน หลังคาซึ่งคล้ายคลึงกันมาก
แต่มีขนาดสูงกว่าประกอบด้วยปรางค์อิฐ 3 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน
ในแนวเหนือ-ใต้ มีกำแพงล้อมรอบ พร้อมซุ้มประตูก่อด้วยศิลาแลง
สันนิษฐานว่าเดิมมี 3 หรือ 4 ทิศ ปัจจุบันคงเหลือเพียงด้านทิศใต้เท่านั้น
ปรางค์องค์กลางขนาดใหญ่กว่าปรางค์อีก 2 องค์ ที่ขนาบข้างเล็กน้อยแ
ต่ส่วนหลังคาเตี้ยกว่า เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง
มีประตูเดียวด้านหน้าทางทิศตะวันออก มีกรอบประตูหินทราย
และทับหลังติดอยู่เป็น ภาพบุคคลยืนอยู่เหนือหน้ากาล ส่วนท่อนพวงมาลัยมีลายมาแบ่งที่เสี้ยว
ภาพบุคคลยืนในซุ้มเรือนแก้ว ไม่อาจสันนิษฐานว่าเป็นผู้ใดด้วย
ลายสลักยังไม่แล้วเสร็จ ปรางค์สององค์ที่ขนาบข้าง ขนาดเดียวกันได้รับการดัดแปลง
รูปแบบไปมาก โดยเฉพาะส่วนหลังคาและประตู ซึ่งก่อทึบหมดทุกด้านยังคง
ปรากฏกรอบประตูหินทราย และชิ้นส่วนทับหลังสลัก ภาพการกวนเกษียร
สมุทรตกอยู่หน้าประตูปรางค์ องค์ที่อยู่ด้านทิศใต้ จากลักษณะทางด้านศิลปกรรมของทับ
หลังที่ปรากฏอาจสันนิษฐานได้ว่าปราสาท แห่งนี้มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่
16 ร่วมสมัยศิลปะขอมแบบคลัง - บาปวนของเขมร และต่อมาได้รับการดัดแปลงในสมัยหลัง
ปราสาทปรางค์กู่ ตั้งอยู่ที่บ้านกู่
อยู่ห่างจากศรีสะเกษเป็นระยะทาง ประมาณ 70 กิโลเมตร สามารถเดินทางเข้าถึงได้สองเส้นทางคือ
ใช้เส้นทางศรีสะเกษ-สุรินทร์ แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวง 2234
หรือใช้เส้นทางศรีสะเกษ-ขุขันธ์ แล้วแยกขวาเข้าเส้นทาง
2167 ปรางค์กู่อยู่ห่างจากตัวอำเภอ 10 กิโลเมตร ปรางค์องค์นี้สร้างด้วยอิฐเรียงแผ่นโตๆ
เหมือนปราสาทศรีขรภูมิที่ จังหวัดสุรินทร์ซึ่งเป็นศาสน
สถานสมัยขอมที่เก่าแก่มาก มีอายุกว่าพันปีมาแล้ว ด้านหน้าปรางค์กู่มีสระน้ำขนาดใหญ่
เป็นทำเลพักหากินของนกเป็ดน้ำ ซึ่งมีมากในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่
เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป
ปราสาทบ้านสมอ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 บ้านทามจาน
ตำบลสมอ ห่างจากตัวจังหวัดไปตามทางหลวงหมายเลข 220 และ
2167 ประมาณ 52 กิโลเมตร ก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 8 กิโลเมตร
เป็นปราสาทขอมโบราณขนาดเล็ก ภายในองค์ปรางค์มีรูปประติมากรรมจำหลัก
สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 18
ปราสาทตาเล็ง ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 บ้านปราสาท
ตำบลกันทรารมย์ การเดินทางจากจังหวัดศรีสะเกษ ตามทางหลวงหมายเลข
220 จนถึงอำเภอขุขันธ์เลี้ยวขวาผ่านสถานีตำรวจไป 3 กิโลเมตร
ถึงสามแยกเลี้ยวซ้าย 300 เมตร แล้วเลี้ยวขวาตรงไปอีกประมาณ
8 กิโลเมตร จนถึงบ้านปราสาท แล้วเลี้ยวขวาอีกครั้ง ปราสาทตั้งอยู่ด้านขวามือ
ปราสาทตาเล็งลักษณะเป็น ปรางค์องค์เดียวตั้งอยู่บนฐาน
องค์ปรางค์มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม จัตุรัสย่อมุมไม้สิบสองหันหน้า
ไปทางทิศตะวันออก ปัจจุบันเหลือเพียงผนังด้านหน้า และผนังด้านข้างบางส่วน
มีประตูเข้าได้เพียงประตูเดียวด้านหน้า อีกสามด้านเป็นประตูหลอก
ที่สำคัญคือเสาติดผนังของ ประตูหน้าทั้งสองข้างยังคงมีลวดลาย
ก้านขดสลักเต็มแผ่นอย่างสวยงาม สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่
16-17 นอกจากนี้บนพื้นรอบๆ ยังมีทับหลังวางอยู่หลายชิ้น
ชิ้นหนึ่งวางอยู่หน้าประตูด้านทิศเหนือ สลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้าง
ในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล ซึ่งคายท่อนพวงมาลัยออกมา
จากปากและยึดท่อนพวงมาลัยนั้น ไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ทับหลังชิ้นอื่นๆ
ลักษณะคล้ายกัน ทับหลังชิ้นหนึ่งมีแนวภาพ ตอนบนสลักเป็นรูปฤาษีนั่งเรียงกัน
ในท่าสมาธิ 7 ตอน จากลักษณะทางสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมที่ปรากฏกล่าว
ได้ว่าปราสาทตาเล็งสร้างขึ้น ในศิลปะขอมแบบบาปวน ซึ่งมีอายุราว
พ.ศ. 1560-1630
วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด) ตั้งอยู่ในเขตสุขาภิบาล
การเดินทางจากศรีสะเกษไปอำเภอขุนหาญ สามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข
211 และ 2111 ผ่านอำเภอพยุห์ อำเภอไพรบึงไปขุนหาญระยะทางประมาณ
61 กิโลเมตร สิ่งปลูกสร้างภายในตกแต่งด้วย ขวดแก้วหลากสีหลายแบบ
นับล้านใบที่ชาวบ้าน ได้ช่วยกันบริจาค เป็นวัดที่มีลักษณะสวยงามแปลกตา
โดยเฉพาะศาลาใหญ่ที่เรียกว่า ศาลาฐานสโม มหาเจดีย์แก้ว
และนอกจากนี้ยังมีสิมน้ำ (โบสถ์) ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
ซึ่งมีความวิจิตรงดงามมาก
ปราสาทตำหนักไทร (ปราสาททามจาน) ตั้งอยู่ที่บ้านตำหนักไทร
ตำบลบักดอง ริมทางหลวงหมายเลข 2127 (ขุนหาญ-บ้านสำโรงเกียรติ)
ห่างจากอำเภอขุนหาญ 20 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัด 81
กิโลเมตร เป็นปราสาทอิฐหลังเดียวบนฐานศิลาทราย ก่อด้วยอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
มีประตูเข้าออกได้ด้านเดียว คือ ด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นด้านหน้า
อีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอก คือ สลักเป็นรูปบานประตูลงในเนื้ออิฐ
บริเวณทางเข้ามีสิงห์จำหลักสองตัว เฉพาะด้านหน้า กรอบประตูเป็นหินทราย
แต่เดิมเคยมีทับหลังเป็นภาพ พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ มีพระชายาลักษมี
นั่งอยู่ที่ปลายพระบาท และมีพระพรหมผุดมาจากพระนาภี สองข้างพระพรหมเป็นรูปฤาษี
และบุคคลนั่งในซุ้มเรือนแก้ว ปัจจุบันเก็บรักษา ไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
ปราสาทตำหนักไทร เป็นเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ อายุราวพุทธศตวรรษที่
16-17
น้ำตกสำโรงเกียรติ (น้ำตกปีศาจ) ตั้งอยู่ที่บ้านสำโรงเกียรติ
อยู่ในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าพนมดงรัก มีต้นกำเนิดจากภูเขากันทุง
ในเทือกเขาบรรทัด เป็นน้ำตกขนาดกลาง ตกจากหน้าผาสูง 8
เมตร มีน้ำมากในช่วงเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ เหนือน้ำตกเป็นธารน้ำไหลไปตามลานหิน
จะมีความสวยงามในฤดูฝน การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข
2111 เมื่อถึงเขตอำเภอขุนหาญ มีทางแยกเข้าไปอีกประมาณ
20 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัด 81 กิโลเมตร
น้ำตกห้วยจันทร์ (น้ำตกกันทรอม) มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด
บริเวณภูเสลา เป็นน้ำตกที่สวยงาม ไหลลดหลั่นมาตามชั้นหิน
ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำมูล มีน้ำมากในช่วงเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์
บริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด เหมาะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ
การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2236 (กันทรอม-บ้านสำโรงเกียรติ)
ห่างจากอำเภอขุนหาญ 24 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัด 85
กิโลเมตร
อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน
แห่งชาติเขาพระวิหาร มีเนื้อที่ประมาณ 130 ตารางกิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่
2 จังหวัดคือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และกิ่งอำเภอน้ำขุ่น
กับอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีได้รับ การประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่
83 ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 254 สภาพภูมิประเทศทั่วไปส่วนใหญ่
เป็นเทือกเขาตามแนวทิวเขาพนมดงรัก กั้นชายแดนไทย-กัมพูชา
พื้นที่ปกคลุมด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง
นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า จำนวนมากที่อาศัยหากินข้ามไป
มาในผืนป่าระหว่างสองประเทศได้แก่ หมูป่า กวาง เก้ง กระต่าย
กระรอก ชะนี ชะมด เป็นต้น อุทยานแห่งชาติ เขาพระวิหารยังมีแหล่งท่องเที่ยว
และกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้
ผามออีแดง ตั้งอยู่ที่ชายแดนไทย กัมพูชา
เป็นหน้าผาหินสีแดงที่มีทัศนีย ภาพกว้างไกลสุดตาและจากจุดนี้
นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็น ปราสาทเขาพระวิหารได้ นับเป็นจุดชมวิวในมุมสูงที่สวยงาม
แห่งหนึ่งในภาคอีสาน
ภาพสลักนูนต่ำ อยู่ทางทิศใต้ของผามออีแดง
มีบันไดให้ลงไปชมได้สะดวก เป็นภาพเทพสามองค์ เชื่อว่าเป็นที่ซ้อมมือของช่าง
ในการแกะสลักก่อนเริ่มการแกะ สลักจริงที่ปราสาทเขาพระวิหาร
สถูปคู่ ชาวบ้านเรียกว่าพระธาตุ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของผามออีแดง
ตัวสถูปทำจากหินทรายตัดเป็นรูป ทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ด้านบน
กลมมนตั้งอยู่คู่กัน ข้างในเป็นโพรงบรรจุสิ่งของ เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์
แห่งความอุดมสมบูรณ์ของสมัยนั้น
ปราสาทโดนตวล สร้างราวพุทธศตวรรษที่
15-16 อยู่บริเวณบ้านภูมิซรอล เป็นปราสาทหินแบบขอม ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทย
ห่างจากหน้าผาชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 300 เมตร มีตำนานเล่าว่า
นามนมใหญ๋ (เนียงเดาะทม) ได้แวะพักที่แห่งนี้ในขณะที่เดินทาง
ไปเฝ้ากษัตริย์พระองค์หนึ่ง
น้ำตกและถ้ำขุนศรี น้ำตกอยู่เหนือถ้ำขุนศรีสูง
3 ชั้น ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตก ของสระตราวใกล้เส้นทางเดินขึ้น
ปราสาทเขาพระวิหาร ส่วนถ้ำขุนศรีภายในมีขนาดกว้าง เชื่อกันว่าเป็นที่พักของขุนศรี
ขณะมาควบคุมการตัดหินบริเวณสระตราวเพื่อ ใช้สร้างปราสาทเขาพระวิหาร
เขื่อนห้วยขนุน เป็นอ่างเก็บน้ำ ชลประทานและเป็นที่ตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ
เขื่อนห้วยขนุน ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 15 กิโลเมตร
มีทิวทัศน์สวยงามเหมาะแก่ การพักผ่อนเที่ยวชมธรรมชาติ
และเข้าค่ายกางเต็นท์พักแรม
เส้นทางศึกษาธรรมชาติกล้วยไม้เขาพระวิหาร
ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีกล้วยไม้หลากหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีพืชสมุนไพรมาก
มายเหมาะแก่การศึกษาหาความรู้
ช่องอานม้า เป็นจุดผ่อนปรนใน การค้าขายและผ่านแดนระหว่างไทย-กัมพูชา
อยู่ที่ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเฉพาะวันอังคารและวันพฤหัสบดี
การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน)
ถึงสระบุรี เลี้ยวขวาสู่ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ก่อนถึงอำเภอสีคิ้วเลี้ยวขวา
ไปตามทางหลวงหมายเลข 24 ผ่านอำเภอปักธงชัย อำเภอสังขะและอำเภอขุขันธ์
ถึงสี่แยกตัดกับทางหลวงหมายเลข 221 เลี้ยวขวาเข้าสู่อำเภอกันทรลักษ์
แล้วต่อไปยังที่ทำการอุทยานฯ หรือ จากจังหวัดอุบลราชธานี
ใช้ทางหลวงหมายเลข 2178 และ 221 ผ่านอำเภอวารินชำราบ อำเภอสำโรง
อำเภอเบญจลักษ์ และอำเภอกันทรลักษ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่พัก
และสถานที่กางเต็นท์ได้ที่ศูนย์บริการ นักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร
0 9522 4265 หรือ ส่วนอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ โทร. 0
2579 7223 , 0 2579 5734
ปราสาทเขาพระวิหาร อยู่ห่างจากอำเภอกันทรลักษ์
ประมาณ 35 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก ในเขตประเทศกัมพูชา
บริเวณที่ติดกับผามออีแดง ของประเทศไทย ตัวปราสาทหันหน้ามาทาง
ด้านที่ติดกับประเทศไทย ปราสาทเขาพระวิหารเดิมอยู่ ในความปกครองดูแลของไทย
กรมศิลปากรได้ขึ้น ทะเบียนเป็นโบราณสถานประกาศ ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 และหลังจากการตัดสินของศาลโลก
ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2505 เป็นต้นมาได้เปลี่ยนไปอยู่ภาย
ใต้การปกครองดูแลของประเทศกัมพูชา สืบมาจนถึงปัจจุบัน
สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ การเปิดให้เข้าชมปราสาทเขาพระวิหาร
ได้ที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ โทร. 0 4561 2545
การเข้าชมปราสาทเขาพระวิหาร นักท่องเที่ยวสามารถสามารถเดินทาง ไปยังอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ที่อยู่ในเขตแดนไทย
โดยคนไทยเสียค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานคนละ 20 บาท ชาวต่างประเทศ
200 บาท และค่าผ่านแดนออก นอกประเทศคนละ 5 บาท เมื่อจะเข้าชมปราสาทเขาพระวิหาร
กัมพูชาเก็บค่าธรรมเนียมชาวไทยคนละ 50 บาท ชาวต่างประเทศคนละ
200 บาท
เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่น้ำตกภูละออ
อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ตำบลเสาธงชัย การเดินทาง
ใช้ทางหลวงหมายเลข 221 (กันทรลักษ์-ผามออีแดง) ระยะทางประมาณ
23 กิโลเมตร ถึงบ้านภูมิซรอล-น้ำตกสำโรงเกียรติ ประมาณ
8 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายสู่น้ำตกภูละอออีก 2.5 กิโลเมตร
เป็นทางลาดยางตลอดสาย
น้ำตกภูละออ เป็นน้ำตกขนาดเล็กจะสวยงาม
ในช่วงเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ ทางเดินเท้าจากบริเวณลานจอดรถ
ถึงน้ำตกในระยะทางไป-กลับประมาณ 4 กิโลเมตร ได้รับการพัฒนาให้เป็นเส้นทาง
ที่ให้ความรู้เรื่องพืชพันธุ์ และสภาพภูมิประเทศ ซึ่งเหมาะแก่การท่องเที่ยว
ในลักษณะเดินป่าศึกษาธรรมชาติ
เส้นทางเที่ยวชมสวนชิมผลไม้ศรีสะเกษ
ห่างจากอำเภอกันทรลักษ์ประมาณ 5 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข
226 (กันทรลักษ์-ผามออีแดง) ทางด้านขวามือมีเส้นทางที่ตัดผ่านหมู่บ้านทุ่งใหญ่
บ้านทุ่งสว่าง บ้านร่องตาชุน บ้านชำม่วง และบ้านหนองเก่า
รวมระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร (ทางลาดยางประมาณ 16 กิโลเมตร)
นับเป็นแหล่งสวนเกษตร-สวนผลไม้ ที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ
ที่ให้ผลผลิตหลากหลายประเภท เช่น เงาะ ทุเรียน ลองกอง
มังคุด สะตอ และยางพารา เป็นต้น
ในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปีสวนเกษตร ดังกล่าวจะมีผลผลิตออกสู่ตลาด และเป็นช่วงที่เหมาะแก่การ เดินทางท่องเที่ยวในลักษณะ ชมสวนชิมผลไม้
และซื้อผลผลิตจากสวนโดยตรง ซึ่งสวนเกษตรที่น่าสนใจ ได้แก่
สวนเงาะบ้านชำม่วง สวนทุเรียนบ้านซำขี้เหล็ก และสวนสะตอ
สวนมะม่วงนอกฤดูบ้านหนองเก่า |