ป่าดงดอย การท่องเที่ยว (ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลขที่ 12/00673)

ขณะนี้มีผู้เข้าชมอยู่ 151 ท่าน
หน้าหลัก
ทัวร์ในประเทศ
ภาคเหนือ
ภาคอีสาน
ภาคกลาง
ภาคใต้
ภาคตะวันออก
เพื่อนบ้าน

   
.... รับทำกรุ๊ปเหมา ๘ ท่านขึ้นไป, ทัวร์หมู่คณะ, ทัวร์โรงงาน ฯลฯ ....
ข้อมูลท่องเที่ยว ๗๖ จังหวัด
สถานที่น่าพักทั่วไทย
สถานที่พัก เด่นๆ
สินค้าพื้นเมือง
วัฒนธรรมประเพณี
ปฏิทินการท่องเที่ยว
โลกใต้ทะเล
อุทยานแห่งชาติ
วนอุทยานแห่งชาติ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
เบอร์โทรศัพท์สำคัญๆ
บทความ จากไกด์
เกี่ยวกับ ป่าดงดอย
รายละเอียด โปรดคลิ๊ก
 
 

สิงห์บุรี
 
ข้อมูลทั่วไป    สินค้าพื้นเมือง    วัฒนธรรมประเพณี
 
 
 
ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน นามกระฉ่อนปลาแม่ลา ย่านการค้าภาคกลาง
 

สิงห์บุรี เมืองอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ด้วยเรื่อง ราววีรกรรมของชาวบ้านบางระจัน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากกรุงเทพ ฯ ประมาณ ๑๔๒ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๘๔๑ ตารางกิโลเมตร ตัวเมืองตั้งอยู่ด้านทิศ ตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสามสายไหลผ่านคือแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำลพบุรี สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าถึงเมืองสิงห์ไว้ว่า "เมืองสิงห์บุรีเป็นเมืองใหญ่และเก่ามากมีป้อมปราการ วัง วัดมหาธาตุ และของสำคัญคือ พระนอนจักรสีห์ใหญ่กว่าพระนอนองค์ อื่น ๆ ในเมืองไทยทำเป็นแบบพระนอนอินเดีย เหมือนเช่นที่ถ้ำเมืองยะลา เมืองสิงห์บุรีเรียกชื่อต่างกันดังนี้คือ เมืองสิงหราชาธิราช เมืองสิงหราชา เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมน้ำจักรสีห์อันเป็นลำน้ำใหญ่ห่าง จากแม่น้ำเจ้าพระยา ๒๐๐ เส้น เพราะแม่น้ำจักรสีห์ตื้นเขิน เมืองสิงห์จึงกลายเป็นเมืองลับลี้" เมืองสิงห์บุรีได้ตั้งขึ้นเป็นจังหวัดสิงห์บุรีเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ปัจจุบันจัดแบ่งการปกครองออกเป็น ๖ อำเภอ คืออำเภอเมือง อำเภออินทร์บุรี อำเภอบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน อำเภอพรหมบุรี และอำเภอท่าช้าง

อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อจังหวัดชัยนาท และจังหวัดนครสวรรค์
ทิศใต้ ติดต่อจังหวัดอ่างทอง
ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดลพบุรี
ทิศตะวันตก ติดต่อจังหวัดชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี

การเดินทาง
รถยนต์ จากกรุงเทพ ฯ สามารถไปได้ ๓ เส้นทาง คือ
เส้นทางแรก ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑ ถนนพหลโยธิน ผ่านอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผ่านไปอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ผ่านจังหวัดลพบุรี และจากจังหวัดลพบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ อำเภอท่าวุ้ง เข้าสู่จังหวัดสิงห์บุรี

เส้นทางที่ ๒ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑ แยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒ ถนนพหลโยธิน ผ่านอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผ่านจังหวัดอ่างทองไปจนถึงตัวเมืองจังหวัดสิงห์บุรี

เส้นทางที่ ๓ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑ ถนนพหลโยธิน แยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แยกเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๐๙ ผ่านตัวเมืองจังหวัดอ่างทอง และตรงไปจนถึงจังหวัดสิงห์บุรี

รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด ถนนกำแพงเพชร ๒ มีรถโดยสารประจำทางทั้งรถธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๙๓๖ ๒๘๕๒-๖๖ และยังมีรถโดยสารประจำทางของบริษัทเอกชน เปิดบริการทุกวัน

ระยะทางจากอำเภอเมืองไปอำเภอต่างๆ
อำเภอบางระจัน ๑๐ กิโลเมตร
อำเภอค่ายบางระจัน ๑๖ กิโลเมตร
อำเภอพรหมบุรี ๑๖ กิโลเมตร
อำเภออินทร์บุรี ๑๗ กิโลเมตร
อำเภอท่าช้าง ๑๘ กิโลเมตร

แหล่งท่องเที่ยว
วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ในตำบลจักรสีห์ จากอำเภอเมืองไปตามเส้นทางสายสิงห์บุรี-สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒) ประมาณ ๔ กิโลเมตร สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ขนาดใหญ่ ลักษณะแบบสุโขทัยมีความยาว ๔๗.๔ เมตร นอกจากนี้ยังมีพระกาฬและพระแก้ว ซึ่งเป็นพระศิลาลงรักปิดทอง และพระหล่อนั่งขัดสมาธิเพชรอันศักดิ์สิทธิ์ และมีพระพุทธลักษณะงดงาม ด้านหน้าพระอุโบสถมีต้นสาละลังกาใหญ่ต้นไม้สำคัญ ในพระพุทธศาสนาผลิดอกบานสะพรั่งหลายต้น เปิดให้เข้าชมและนมัสการทุกวัน

วัดหน้าพระธาตุ อยู่ในเขตหมู่บ้านพลับ ตำบลจักรสีห์ ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์ไปประมาณ ๑ กิโลเมตร เดิมชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่าวัดหัวเมือง สันนิษฐานว่าสถานที่บริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งของเมืองสิงห์บุรีเก่า สิ่งที่สำคัญของวัดนี้คือ องค์พระปรางค์สูงประมาณ ๘ วา ภายหลังมีการเสริมแต่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนต้น โดยการก่ออิฐเพิ่มเติมเป็นซุ้มจรนัมทั้งสี่ด้านตั้งแต่ ฐานศิลาแลงขึ้นไปก่อด้วยอิฐย่อมุมทรงปรางค์ มีกลีบขนุนปรางค์ก่อด้วยอิฐ ทิศตะวันออกขององค์ปรางค์มีพระวิหารหลวง ทิศตะวันตกเป็นพระอุโบสถ และมีเจดีย์กลมเรียง-รายหลายองค์ เป็นลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบสมัยอยุธยาตอนปลาย ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘

ศาลากลางจังหวัดและศาลจังหวัดสิงห์บุรี ตั้งอยู่บนถนนวิไลจิตต์ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นตึกก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวทรงยุโรป สร้างขึ้นในปี ร.ศ. ๑๓๐ มีความสวยงามและมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมาก และศาลจังหวัดสิงห์บุรีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๒๙ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓

วัดสว่างอารมณ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลต้นโพธิ์ ห่างจากศาลากลางจังหวัดหลัง เก่าไปทางลำน้ำเจ้าพระยาประมาณ ๒ กิโลเมตร วัดนี้เป็นศูนย์รวมของศิลปะหลายด้าน ได้แก่ การศึกษา การก่อสร้างโบสถ์ วิหารศาลา และปั้นพระพุทธรูปเหมือน ที่สืบทอดวิชาปั้นพระพุทธรูปมาจากตระกูลบ้านช่างหล่อธนบุรี วัดนี้ยังเป็นแหล่งเก็บรวบรวมตัวหนังใหญ่ที่สมบูรณ์และยังสามารถเล่นได้กว่า ๓๐๐ ตัว แบ่งเป็นชุดใหญ่ ๆ ได้ ๔ ชุด คือชุดศึกใหญ่ ชุดศึกมงกุฎ-บุตรลพ ชุดนาคบาศ และชุดศึกวิรุญจำบัง นอกจากนี้ยังมีเรือหางยาวอันเก่าแก่ที่เคยมีชื่อเสียง เลื่องลือของจังหวัดสิงห์บุรี เช่นเรือหงษ์ทอง ที่ทางวัดได้เก็บรักษาและอนุรักษ์ไว้ ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชมอีกด้วย

วัดประโชติการาม ตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระบือ อยู่ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีไปตามเส้นทางสิงห์บุรี - ชัยนาท (สายเก่า) ประมาณ ๕ กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ที่มีพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ พุทธลักษณะ งดงามศิลปแบบสุโขทัยขนาดใหญ่ ๒ องค์ คือ หลวงพ่อทรัพย์ และหลวงพ่อสิน ซึ่งมีพุทธลักษณะที่งดงาม เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป

วัดกระดังงาบุปผาราม ตั้งอยู่หมู่ที่ ๖ ตำบลบางกระบือ อยู่เลยจากวัดประโชติการามไปเล็กน้อย มีโบสถ์รูปทรงสมัยใหม่ที่งดงาม ไม่เหมือนโบสถ์แห่งไหนสร้างอยู่บน ฐานศาลาการเปรียญหลังเก่า และวัดนี้ยังมีเจดีย์โบราณทรงระฆังคว่ำคล้ายเจดีย์สมัยอยุธยาตอนต้น ฐานเป็นชั้น มีซุ้มทรงระฆังตั้งแต่ปล้องไฉนขึ้นไป เจดีย์องค์นี้นับว่ามีความสมบูรณ์ที่สุดที่มีอยู่ ในสมัยเดียวกันได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานแห่งชาติแล้ว นอกจากนี้ด้านหน้าเจดีย์ยังมีวิหารเก่าแก่หลังคามุมด้วยกระเบื้องดิน บานประตูโบสถ์เป็นไม้แกะสลักลวดลายสวยงามมาก

วัดกุฎีทอง ตั้งอยู่หมู่ ๓ในเขตตำบลบางน้ำเชี่ยว บริเวณกิโลเมตรที่ ๑๗ จากตัวเมืองบนเส้นทางสาย ๓๒ ห่างจากตัวอำเภอประมาณ ๔๐๐ เมตร ในวัดมีมณฑปลักษณะเหมือนเจดีย์ซึ่งบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอด และภายในมณฑปนั้นเป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธบาทโลหะจำลองไว้เป็นที่เคารพสักการะ นอกจากนั้นในบริเวณวัดกุฎีทอง ยังมีศูนย์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านชาวไทยพวน ซึ่งได้รวบรวมเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันต่างๆ ของชาวไทยพวน เครื่องมือทำนา ดักสัตว์ จับปลา ตลอดจนยวดยานพาหนะต่างๆ ทั้งทางบกทางน้ำเป็นของเก่าแก่ไว้ให้ชมอีกด้วย ติดต่อขอเข้าชมได้ที่ พระครูเมตตานุศาสน์ เจ้าอาวาสวัดกุฎีทอง และ น.อ. เถลิง อินทร์พงศ์พันธุ์ ผู้ดูและรักษาศูนย์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านวัดกุฎีทอง ตำบลบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี หรือ ติดต่อคุณวลัยวรรณ สุทธิโพธิ์ ในเวลาราชการ โทร (๐๓๖) ๕๑๒๒๓๐ เสาร์-อาทิตย์ โทร (๐๓๖) ๕๑๑๙๐๒

วัดพระปรางคมุนี อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒ ประมาณกิโลเมตรที่ ๘ (ทางไปอำเภอพรหมบุรี) ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือชาวบ้านเขียนโดยนายเพ็ง คนลาว เมื่อราวปี พ.ศ. ๒๔๖๒ แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนรก สวรรค์ แต่ยังคงความงดงามไม่แพ้ที่อื่น

คูค่ายพม่า ตั้งอยู่หมู่ ๑ บ้านเจดีย์หัก ตำบลบ้านแป้ง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๓ กิโลเมตร ตามหลวงหมายเลข ๓๒ เป็นแหล่งชุมชนโบราณมีลักษณะเป็นเนินดินแนวยาวรูปร่างคล้ายตัว L กว้างประมาณ ๕-๑๕ เมตร ยาวประมาณ ๓ เมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๑๒๗ ครั้งที่พม่ายกกองทัพมาตั้งที่ปากน้ำ บางพุทราเพื่อรวบรวมกำลังเข้า ตีกรุงศรีอยุธยามาเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ปัจจุบันได้ปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะ สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป

อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันและอุทยานค่ายบางระจัน อยู่ห่างจากตัวเมือง ๑๕ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒ มีพื้นที่ประมาณ ๑๑๕ ไร่ เป็นสวนรุกขชาติพักผ่อนหย่อนใจ และมีอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน เป็นรูปหล่อประติมากรรมของหัวหน้าชาวค่ายบางระจันทั้ง ๑๑ คน ซึ่งสร้างโดยกรมศิลปากร ปรากฏสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ในสวน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ปัจจุบันทรงเปิดอนุสาวรีย์นี้เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๑๙ ค่ายบางระจันมีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ ผืนแผ่นดินแห่งนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ ความกล้าหาญและเสียสละของวีรชนไทยที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๘ ในครั้งนั้นชาวบ้านบางระจันได้รวมพลัง กันต่อสู้กับกองทัพพม่าซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล โดยพม่าต้องยกทัพเข้าตีหมู่บ้านนี้ถึง ๘ ครั้ง ใช้เวลาถึง ๕ เดือน จึงเอาชนะได้เมื่อวันจันทร์แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ พ.ศ.๒๓๐๙ ค่ายบางระจันในปัจจุบันได้สร้างจำลอง โดยอาศัยรูปแบบค่ายในสมัยโบราณ นับเป็นอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง

วัดโพธิ์เก้าต้น หรือ วัดไม้แดง ตั้งอยู่ตรงข้ามอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๑๕ กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่วีรชนชาวบ้านบางระจัน ได้เคยใช้เป็นที่มั่นในการต่อต้านพม่า ที่ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๘ ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า "วัดไม้แดง" เพราะภายในบริเวณมีต้นไม้แดง ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งอยู่หลายต้น และชาวบ้านถือกันว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครกล้าตัดหรือทำลาย ในบริเวณวัดมี "วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ" ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญผู้หนึ่งของชาวบ้านบางระจัน และใกล้ๆ กันก็มี "สระน้ำพระอาจารย์ธรรมโชติ" มีปลาอยู่ชุกชุมเพราะชาวบ้านถือว่าเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์จึงไม่จับไปรับประทาน ส่วนหน้าวัดได้มีการจำลองค่ายบางระจันตามประวัติศาสตร์ไว้ด้วย กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดโพธิ์เก้าต้นเป็นโบราณสถาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๘

วัดสุทธาวาส หรือ วัดใหม่ ตั้งอยู่ตำบลทับยา เลยจากวัดกระดังงาบุปผารามไปประมาณ ๕ กิโลเมตร ห่างจากที่ว่าการอำเภออินทร์บุรีประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร มีวิหารหลังเก่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในมีภาพจิตรกรรมฝา ผนังเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติพระจุฬามณี วาดด้วยช่างฝีมือชั้นครู ด้านทิศตะวันตกเป็นภาพตอนพระพุทธองค์ทรงออกบรรพชา ทิศเหนือเป็นภาพตอนผจญมาร ทิศตะวันตกเป็นภาพตอนพระพุทธ องค์ฉันอาหารที่นายจุนนะถวาย ทรงประชวรแล้วเสด็จไปประทับ ณ ต้นรังคู่ เสด็จสู่ปรินิพพาน ทางทิศใต้ คือเรื่องราวของการถวายพระเพลิง การแจกจ่ายพระอิฐธาตุแก่เหล่ากษัตริย์และเทวดา บนหน้าบันเป็นภาพบรรจุพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้าลอยในน้ำ นับเป็นโบราณสถานที่มีความงดงามและมีคุณค่าอีกแห่งหนึ่ง

วัดโบสถ์ ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางสายสิงห์บุรี-ชัยนาท (สายเก่า) ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร เป็นพระอารามหลวง เดิมเป็นวัดร้างมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยาส่วนพระอุโบสถเป็น เพียงแห่งเดียวที่สร้างโดยใช้รางรถไฟเป็นแกนกลาง และที่น่าสนใจคือการแกะสลักบานประตูหน้าต่าง โบสถ์โดยช่างที่มีฝีมือแกะสลักของเมืองสิงห์บุรี คือช่างชื่น หัตถโกศล ภายในโบสถ์มีพระประธานที่เก่าแก่ พุทธลักษณะที่งดงามมาก

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี ตั้งอยู่ในบริเวณวัดโบสถ์ มีโบราณวัตถุที่สำคัญและ เป็นที่รวมความรู้ด้านประวัติศาสตร์ เช่น โบราณวัตถุที่ขุดพบได้จากแหล่งโบราณบ้านคูเมือง เครื่องประดับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ พัดยศ เครื่องถ้วยศิลปะไทย-จีน เครื่องดนตรีไทย พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ เป็นต้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรีนี้ จะเปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ค่าเข้าชมชาวไทยคนละ ๑๐ บาท ชาวต่างประเทศคนละ ๓๐ บาท

เมืองโบราณบ้านคูเมือง อยู่ในเขตตำบลห้วยชัน ห่างจากตัวอำเภอตามเส้นทางสายอินทร์บุรี-ชัยนาท ประมาณ ๗ กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๒๓ กิโลเมตร เข้าไปตามทางแยกวัดหนองสุ่มอีกประมาณ ๘ กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนโบราณสมัยทวาราวดี ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมน กว้าง ๖๕๐ เมตร ยาว ๗๕๐ เมตร มีเนินดินขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ มีการขุดค้นพบภาชนะดินเผามากมาย เช่น เครื่องถ้วยชาม หม้อ ไห กาน้ำ ลูกปัดหินสีต่าง ๆ ตะคันดินเผา ธรรมจักรหินเขียว ตุ้มหู และเหรียญเงินมีคำจารึกว่า "ศรีทวาราวดีศวรปุญยะ" แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ ติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยฟูนันจนถึงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันวัตถุโบราณที่ค้นพบได้นำ ไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี และภายในบริเวณเมืองโบราณบ้านคูเมือง ปัจจุบันได้จัดให้เป็นสวนรุกขชาติมีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ร่มรื่นสวยงาม

วัดม่วง ตั้งอยู่ที่ตำบลอินทร์บุรีริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ติดถนนสายเอเซีย ห่างจากตัวตลาดอินทร์บุรีมีทางเลี้ยวซ้ายไปประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นประมาณปี พ.ศ. ๒๓๖๕ เดิมนั้นมีต้นมะม่วงอยู่มากจึงเรียกว่า "วัดม่วง" ภายในวัดมีวิหารเก่าแก่เป็นอาคาร ปูนรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้ามีมุขยื่นออกมา ที่หน้าบันประดับด้วยภาชนะเครื่องถ้วยต่างๆ ในวิหารมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยพุทธลักษณะงดงาม ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีรูปฐานสิงห์ มีฐานบัวขนาดใหญ่รองรับ เพดานประดับด้วยลายเขียนรูปดาว มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนด้วยสีฝุ่น ฝีมือช่างพื้นบ้านสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ และมีเรื่องราวพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ตลอดจนแสดงภาพชีวิตความ เป็นอยู่วัฒนธรรมของสังคมโบราณในระดับต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

วัดพระปรางค์ (ชัณสูตร) ตั้งอยู่หมู่ ๗ บ้านโคกหม้อ ตำบลเชิงกลัด ไปตามเส้นทางสายสิงห์บุรี-บางระจัน-สรรค์บุรี ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร ห่างจากตลาดชัณสูตรประมาณ ๑ กิโลเมตร ภายในบริเวณวัดมีพระปรางค์ศิลปแบบอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชองค์ปรางค์สูงประมาณ ๑๕ เมตร ก่อด้วยอิฐแบบปรางค์ไทยสูงชะลูดคล้ายฝักข้าวโพด ฐานเตี้ยภายในกลวงมีคูหาสี่เหลี่ยมจตุรัสบนผนังคูหา และร่องรอยภาพจิตรกรรมฝาผนัง ด้านหลังมีวิหารเก่าแก่แบบอยุธยา หน้าบันเป็นลายแกะสลักไม้รูปตัวสิงห์และคันทวยต่างๆ มีภูเขาและรอยพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขา นอกจากนั้นยังปรากฎร่องรอยของเตาเผาแม่น้ำน้อยประมาณ ๓-๔ เตา วัดพระปรางค์ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวัดที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘

แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระปรางค์ (ชัณสูตร) เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผา ขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลักษณะตัวเตาเป็นแบบระบายความร้อนเฉียงขึ้น ก่อด้วยอิฐ ตัวเตาบางส่วนคล้ายเรือประทุนจึงเรียก "เตาประทุน" ตัวเตาเผาที่นับว่ามีขนาดใหญ่ มีความยาวถึง ๑๔ เมตร กว้าง ๕.๖๐ เมตร และเส้นผ่าศูนย์กลางของปล่องควันไฟยาว ๒.๑๕ เมตร เคยใช้เป็นที่ผลิตภาชนะดินเผา เช่น ไห อ่าง ครก กระปุก ช่อฟ้า กระเบื้องปูพื้น เป็นต้น ตัวอย่างเครื่องปั้นดินเผาต่างๆ ที่ขุดได้บริเวณแหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย สามารถชมได้ในกุฏิของท่านเจ้าอาวาส แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งแหล่งหนึ่งแล้ว ยังเป็นศูนย์ศึกษาทางวิชาการเซรามิค อันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย

อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์ อยู่ห่างจากอำเภอเมือง ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๙ ประมาณ ๙ กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายไปบ้านเชิงกลัด เข้าไปอีกประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานแม่ลา คำว่า "แม่ลา" เป็นชื่อลำน้ำสายหนึ่งในท้องที่จังหวัดสิงห์บุรี ไหลผ่านพื้นที่ ๓ อำเภอ คือ อำเภออินทร์บุรี อำเภอบางระจัน และอำเภอเมืองสิงห์บุรี เป็นลำน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารของปลา ฉะนั้นปลาที่จับได้จากลำน้ำแม่ลาจึงมีรสชาติอร่อย อ้วน เนื้อนุ่ม มัน โดยเฉพาะปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นอาหารและของฝากที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสิงห์บุรี ปัจจุบันปลาช่อนแม่ลาหายากขึ้นทุกวัน ทางราชการจึงหาทางอนุรักษ์และฟื้นฟู โดยขุดลอกแม่ลามหาราชานุสรณ์ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำลา โดยรอบ ๆ บริเวณอาคารทางการได้จัดให้เป็นสถานที่พักผ่อน หย่อนใจของประชาชนผู้แวะเข้ามาเยี่ยมชม

วัดพิกุลทอง อยู่ในเขตตำบลวิหารขาว อยู่ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหารไปประมาณ ๙ กิโลเมตร ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่อแพ (พระเทพสิงหบุราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี) ที่วัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทาน พรองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๑ วา ๒ ศอก ๗ นิ้ว สูง ๒๑ วา ๑ คืบ ๓ นิ้ว ภายในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับด้วยโมเสดทองคำธรรมชาติชนิด ๒๔ เค รอบ ๆ พระวิหารใหญ่มีวิหารคด ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันต่าง ๆ ด้านหนึ่งของวัดมีพิพิธภัณฑ์ หลวงพ่อแพจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติ และเครื่องอัฐบริขารของ หลวงพ่อแพตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสวนธรรมะ และสิ่งก่อสร้างที่สวยงามน่าสนใจ แวดล้อมด้วยบรรยากาศสงบร่มรื่น



รูปภาพและข้อมูลจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (๑๔ พ.ค. ๕๑)

 

      ป่าดงดอย การท่องเที่ยว เลขที่ 6 ซอยรามอินทรา127 ถนนรามอินทรา เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
โทรศัพท์ / โทรสาร 0-2918-7736 มือถือ 087-000-2829
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 12/00673
www.pahdongdoy.com  e-mail : webmaster@pahdongdoy.com หรือ pdd2003_1@hotmail.com