สกลนคร เป็นเมืองพุทธศาสน์ พระธาตุห้าแห่ง
แหล่งอารยธรรมสามพันปี ตามตำนานเล่าว่า เมืองหนองหานหลวงในอดีต
หรือสกลนครในปัจจุบันนั้น สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่
16 ในยุคที่ขอมมีอำนาจในดินแดนนี้ ต่อมาเมื่ออิทธิพลขอมเสื่อมลง
เมืองหนองหานหลวงตกไปอยู่ ในความปกครองของอาณาจักรล้านช้าง
เรียกชื่อเมืองว่า "เมืองเชียงใหม่หนองหาน"
และเมื่อมาอยู่ใน ความปกครองของไทย ได้เปลี่ยนชื่อเป็น
"เมืองสกลทวาปี" ต่อมา ในปี พ.ศ. 2373 ในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เปลี่ยนชื่อจากเมืองสกลทวาปี
เป็น "เมืองสกลนคร" ในปัจจุบัน
จังหวัดสกลนคร อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 647 กิโลเมตร
มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 9,605 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น
18 อำเภอ คือ อำเภอเมืองสกลนคร อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอกุดบาก
อำเภอพรรณานิคม อำเภอวาริชภูมิ อำเภอส่องดาว อำเภอสว่างแดนดิน
อำเภอวานรนิวาส อำเภออากาศอำนวย อำเภอบ้านม่วง อำเภอพังโคน
อำเภอคำตากล้า อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอเต่างอย อำเภอโคกศรีสุพรรณ
อำเภอเจริญศิลป์ อำเภอโพนนาแก้ว และอำเภอภูพาน
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดหนองคาย และจังหวัดนครพนม
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดมุกดาหาร
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดนครพนม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดกาฬสินธุ์
การเดินทาง
รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข
1 ถึงจังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข
2) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา แล้วเลี้ยวแยกเข้าทางไปอำเภอบ้านไผ่
จังหวัดขอนแก่น ทางหลวงหมายเลข 2 ไปจนถึงบ้านท่าพระ แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข
23 ผ่านจังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ ทางหลวงหมายเลข 213
เข้าสู่จังหวัดสกลนคร
รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด
และ บริษัทเอกชน มีรถประจำทางไปจังหวัดสกลนครทุกวัน ออกจากสถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ
ถนนกำแพงเพชร 2 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โทร. 0 2936 0657, 0 2936 1880, 0 2936 2852-66 www.transport.co.th
รถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟบางซื่อไปลงที่จังหวัดอุดรธานีทุกวัน
แล้วเดินทางต่อไปโดยรถประจำทางไปจังหวัดสกลนครอีกประมาณ
159 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง
สถานีรถไฟหัวลำโพง โทร. 1690, 0 2223 7010, 0 2223 7020
www.railway.co.th
เครื่องบิน บริษัท พีบี แอร์ จำกัด
มีบริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดสกลนครทุกวัน ติดต่อสอบถามรายละเอียด
และสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 0 2261 0220-5 www.pbair.com
สำนักงาน พีบี แอร์ จังหวัดสกลนคร โทร. 0 4271 6217 หรือสามารถสำรองที่นั่งผ่าน
บริษัท การบินไทย จำกัด โทร. 1566, 0 2280 0060, 0 2628
2000
นอกจากนั้นการคมนาคมภายในตัวจังหวัดสกลนครมีรถเมล์เล็ก
รถสามล้อถีบ และรถสามล้อเครื่องรับจ้างวิ่งบริการในตัวเมือง
ตกลงค่าโดยสารก่อนเดินทาง
ระยะทางจากอำเภอเมืองไปยังอำเภอไปยังอำเภอต่าง
ๆ
โคกศรีสุพรรณ 22 กิโลเมตร
เต่างอย 28 กิโลเมตร
ภูพาน 33 กิโลเมตร
โพนนาแก้ว 35 กิโลเมตร
พรรณานิคม 39 กิโลเมตร
กุสุมาลย์ 40 กิโลเมตร
พังโคน 54 กิโลเมตร
กุดบาก 56 กิโลเมตร
อากาศอำนวย 57 กิโลเมตร
วาริชภูมิ 69 กิโลเมตร
สว่างแดนดิน 84 กิโลเมตร
วานรนิวาส 85 กิโลเมตร
เจริญศิลป์ 90 กิโลเมตร
นิคมน้ำอูน 99 กิโลเมตร
คำตากล้า 109 กิโลเมตร
ส่องดาว 109 กิโลเมตร
บ้านม่วง 120 กิโลเมตร
ระยะทางจากจังหวัดสกลนครไปยังจังหวัดใกล้เคียง
นครพนม 93 กิโลเมตร
มุกดาหาร 119 กิโลเมตร
กาฬสินธุ์ 128 กิโลเมตร
อุดรธานี 159 กิโลเมตร
แหล่งท่องเที่ยว
พระธาตุเชิงชุม ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
ปลายถนนเจริญเมือง ในเขตเทศบาลเมืองสกลนคร เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน
ฐานรูปสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 24 เมตร ยอดฉัตรทองคำเหนือองค์
พระธาตุเชิงชุมทำด้วย ทองคำบริสุทธิ์มีน้ำหนัก 247 บาท
มีซุ้มประตู 4 ด้าน ข้างในทึบ สร้างครอบรอยพระพุทธบาท
ของพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ ซึ่งหมายถึง พระกกุสันทะ พระโกนาคม
พระกัสสะปะ และพระโคดม หรือพระศรีอารียเมตตรัย (คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ชาวพุทธศาส
นิกชนเคารพสักการะบูชาอยู่ทุกวันนี้) สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานชัด
แต่นับเป็นปูชนียสถานสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองสกลนครมาแต่โบราณ
ภายในวิหารใกล้พระธาตุเชิงชุม เป็นที่ประดิษฐานหลวง พ่อองค์แสนอันศักดิ์สิทธิ์
เป็นที่เคารพนับถือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของ พุทธศาสนิกชนในจังหวัดสกลนคร
ทุกวันพระ ในตอนค่ำจะมีประชาชน ไปบูชากราบไหว้พระธาตุ
และหลวงพ่อองค์แสนเป็นจำนวนมาก งานประจำปีของพระธาตุเชิงชุม
จะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 9 ค่ำ ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ของทุกปี
(กำหนดตามจันทรคติ)
หนองหาน เป็นทะเลสาบน้ำจืด ที่มีชื่อเสียง
และกว้างใหญ่มากแห่ง หนึ่งของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ
123 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งรับน้ำตกของลำห้วยต่าง ๆ หลายสาย
และยังเป็นต้นน้ำของ ลำน้ำก่ำซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่อำเภอธาตุพนม
จังหวัดนครพนม อำนวยประโยชน์ในด้านการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์
การประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลักของ ชาวบ้านในชุมชนรอบหนองหาน
ระดับน้ำในหนองหานลึกประมาณ 3-8 เมตร ในบริเวณหนองหานมีเกาะต่าง
ๆ กว่า 20 เกาะ เช่น เกาะดอนสวรรค์ ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด
บนเกาะมีวัดร้าง และพระพุทธรูปเก่าแก่ นอกจากนั้นตามเกาะต่าง
ๆ เหล่านี้จะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่มากมาย เป็นที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด
บางเกาะได้สร้างศาลาพักร้อน เช่น เกาะแก้ว เกาะดอนสะคาม
และเกาะดอนสะทุง ฯลฯ ซึ่งในเวลากลางวันสาหร่ายที่อยู่ใต้พื้นน้ำ
เมื่อแดดส่องลงในน้ำ จะเห็นสาหร่ายเป็นสีทอง
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ตั้งอยู่ติดกับหนองหาน
บริเวณตำบลธาตุเชิงชุม ในตัวเมืองเป็นสวนสาธารณะที่สวยงาม
มีเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ได้เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีเปิด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน
2530 มีลักษณะเป็นสวนล้อมสระน้ำขนาดใหญ่ ชื่อสระพังทอง
เป็นสระ โบราณ เชื่อกันว่าสร้างมา พร้อมกับการสร้างพระธาตุเชิงชุม
ภายในบริเวณสวนประกอบด้วย สวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนป่า สวนน้ำ
สวนหิน สวนออกกำลังกาย และน้ำพุที่สูงราว 69 เมตร ประชาชนทั่วไปสามารถเข้า
ไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาหาความรู้ ด้านพฤกษศาสตร์ได้อีกด้วย
สวนแห่งนี้เปิดตั้งแต่เวลา 04.00-21.00 น. นอกจากนั้นยังมี
สวนเทิดพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี เป็นสวนขนาดใหญ่
ตั้งอยู่บนพื้นที่ ประมาณ 80 ไร่ อยู่ที่บ้านหนองบัวใหญ่
ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 22
เส้นทางสายสกลนคร-บ้านธาตุ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ
200 เมตร จะถึงบริเวณสวนซึ่งครอบคลุม พื้นที่ดอนขาม ดอนลังกา
ภายในบริเวณประกอบด้วยสวน พฤกษชาติ ศาลาพักร้อน น้ำพุ
จุดชมวิว ที่อาศัยของนกนานาชนิด และยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
ของชาวสกลนคร
สถานแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืด ตั้งอยู่ในสถานีประมงน้ำจืด
ถนนใสสว่าง ภายในจัดแสดง และให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ปลาชนิดต่าง
ๆ ที่ค้นพบในภาคอีสาน เช่น ปลาเผือก ปลาหอม ปลาเสือตอ
ปลาออสก้าร์ลาย ปลาจันทร์เทศ เป็นต้น ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชม
ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ในเวลาราชการ
ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร อยู่ภายในสถาบันราชภัฏสกลนคร
ถนนนิตโย ตำบลธาตุนาแวง เป็นที่แสดงสิ่งของ เครื่องใช้ของชนเผ่าต่าง
ๆ พร้อมภาพประวัติ และเอกสารแสดงความเป็นมาทางศิลปวัฒนธรรม
ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 4271 1274 เปิดบริการตั้งแต่เวลา
08.30-16.30 น.
พระธาตุดุม อยู่ที่วัดพระธาตุดุม บ้านธาตุดุม
ตำบลงิ้วดอน ถนนสาย รพช. ทางไปโรงเรียนพัฒนาศึกษา ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ
5 กิโลเมตร มีปรางค์องค์เดียวสร้างด้วยศิลาแลงสมัยเดียวกับพระธาตุนารายณ์เจงเวง
แต่องค์ปราสาทเล็กกว่ามีเพียงยอดเดียวไม่มีฐานรองรับ พบทับหลังทั้ง
4 ด้าน ด้านทิศเหนือเป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ นอกจากนี้ยังมีภาพเทวดา
ทรงพาหนะเหนือหน้ากาล ประกอบด้วยสัตว์ต่าง ๆ เช่น ช้าง
สิงห์ และลายใบไม้ม้วน การกำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่
16-17 ศิลปะเขมรแบบบาปวน
พิพิธภัณฑ์อาจารย์มั่น ภูริทัตโต ตั้งอยู่ในวัดป่าสุทธาวาส
การเดินทาง ไปตามถนนสุขเกษมจนถึงศูนย์ ราชการจังหวัดมีทางแยกซ้าย
ไปอีกประมาณ 250 เมตร ตัวพิพิธภัณฑ์มีลักษณะการก่อสร้าง
แบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ประยุกต์ สร้างด้วยกระเบื้องดินเผา
ภายในพิพิธภัณฑ์มีรูปหล่อ เหมือนองค์ของพระอาจารย์มั่น
ภูริทัตโต ในท่านั่งสมาธิ และมีตู้กระจกบรรจุอัฐิของ ท่านที่แปรสภาพเป็นแก้วผลึกใสสีขาว
ยกฐานสูงพื้นปูด้วยหินอ่อน พร้อมทั้งตู้แสดงเครื่องอัฐบริขาร
รวมทั้งประวัติความเป็นมาของท่านตั้งแต่ เกิดจนมรณภาพ
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กำเนิดในสกุลแก่นแก้ว ที่ตำบลโขงเจียม
จังหวัดอุบลราชธานี บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 15 ปี และอุปสมบทเมื่ออายุ
22 ปี ที่วัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเป็นพระที่ยึดมั่น
ในปฏิมาธุดงด์กรรมฐานเป็นวัตร มีพระในสายเดียวกับท่าน
อีกหลายองค์ที่ได้เข้ามาปฏิบัติ และฝึกวิปัสสนากรรมฐาน
ตามแนวของท่าน เช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ขาว อาลนาโย
หลวงปู่แหวน สุจินต์โน เป็นต้น ต่อมาท่านได้ย้ายจากการธุดงค์กรรมฐาน
เข้ามาจำพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส และมรณภาพเมื่อวันที่
11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492
สะพานขอม หรือสะพานหิน อยู่ก่อนเข้าตัวเมือง
เป็นโบราณสถานเล็ก ๆ ริมถนนสายนิตโย ถนนเส้นทางหลวงหมายเลข
22 ใกล้กิโลเมตรที่ 161 เส้นสกลนคร-อุดรธานี สันนิษฐานว่าเป็นสะพาน
โบราณที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเส้นทาง สัญจรจากตัวเมือง
สกลนครไปยังนอกเมือง เนื่องจากบริเวณนี้เดิมเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง
สะพานที่เห็นในปัจจุบันก่อด้วยศิลาแลง ซึ่งสร้างขึ้นใหม่หลังจาก
ของเดิมได้ถูกรื้อทิ้งเพื่อก่อสร้างถนน
ปราสาทพระธาตุนารายณ์เจงเวง ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัด
พระธาตุนารายณ์เจงเวง บ้านธาตุ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ
5 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทาง สายสกลนคร-อุดรธานี ทางหลวงหมายเลข
22 ถึงบริเวณบ้านธาตุซึ่งอยู่ก่อน ถึงสี่แยกถนนเลี่ยงเมือง
เล็กน้อยแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 400 เมตร เป็นพระธาตุประกอบ
ด้วยปรางค์องค์เดียว สร้างด้วยหินทรายบนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่
สลักลวดลายลงบนเนื้อหิน มีทับหลังจำหลักภาพ พระกฤษณะฆ่าสิงห์
ในรูปแบบศิลปะเขมร สมัยบาปวน ลักษณะคล้ายกับปราสาทหินของ
ขอมที่ปรากฏหลายแห่งภาคอีสาน ลวดลายสลักหินบนซุ้มประตู
หน้าต่างยังมีลักษณะสมบูรณ์ปรากฏชัด ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของผู้หญิงสร้างทั้งหมด
เพื่อแข่งขันกับผู้ชายท ี่สร้างพระธาตุภูเพ็ก รูปแบบและศิลปะกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่
16-17 งานประเพณีของพระธาตุ เจงเวงจะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น
11 ค่ำ-15 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปี
พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ตั้งอยู่กลางเทือกเขาภูพาน
บนเส้นทางหลวงสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ เส้นทางหลวงหมายเลข
213 ห่างจากตัวเมืองสกลนคร 13 กิโลเมตร มีทางแยกเข้าไปทางด้านขวามือ
ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2106 เป็นสถานที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระราชวงศ์
ในคราวเสด็จแปรพระราชฐานเยี่ยม พสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
บริเวณสถานที่ตั้งเป็นป่าไม้ร่มรื่น มีไม้ดอกไม้ประดับตกแต่งไว้อย่างสวยงาม
ในระหว่างที่ไม่ได้ประทับอยู่ที่ พระตำหนักอนุญาตให้ประชาชนท
ั่วไปเข้าชมได้ทุกวัน โดยทำหนังสือถึงสำนักเลขาธิการพระราชวัง
พระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน กรุงเทพฯ 10200 และเมื่อได้รับหนังสือตอบ
รับแล้วจึงจะเดินทางไปชมได้
อุทยานแห่งชาติภูพาน มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่
ในเขตของอำเภอเมือง อำเภอพรรณานิคม อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร
และอำเภอสมเด็จ อำเภอห้วยผึ้ง อำเภอกุดบาก จังหวัดกาฬสินธุ์
มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 655 ตารางกิโลเมตร หรือ 415,838
ไร่ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2525 ที่ทำการอุทยานฯ
ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาหินปูน
เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร และห้วยต่าง ๆ สภาพป่าเป็นป่าเต็งรัง
ป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณ สัตว์ป่าที่พบเห็น ได้แก่ ค่าง
ชะมด ลิงลม
สถานที่พัก ทางอุทยานฯ มีบริการบ้านพัก จำนวน 6 หลัง
พักได้ 5-6 ราคา 500-600 บาท/คืน เรือนแถว พักได้ 16 คน
ราคา 1,000 บาท พักได้ 36 คน ราคา 3,000 บาท/คืน เต็นท์ให้เช่า
ราคา 50-150 บาท/คืน และในกรณีที่นักท่องเที่ยวนำเต็นท์ไปเอง
คิดค่าบำรุงสถานที่ ราคา 30 บาท/คน/คืน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
อุทยานแห่งชาติภูพาน ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
47000 โทร. 0 4270 3044 หรือสอบถามข้อมูลที่พักเพิ่มเติมได้ที่
สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช
เขตบางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2561 2920-1 ต่อ 724-725, 0
2579 5734, 0 2579 7223 www.dnp.go.th การเดินทาง ตามเส้นทาง สายสกลนคร-กาฬสินธุ์
เส้นทางหลวงหมายเลข 203 ห่างจากตัวเมืองประมาณ 25 กิโลเมตร
ชาวภูไท บ้านโนนหอม ตำบลโนนหอม อยู่ห่างจากตัวเมือง
ไปตามเส้นทางสกลนคร - นาแก (ทางหลวงหมายเลข 223) ประมาณ
13 กิโลเมตร มีทางแยกขวาอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ชาวภูไทที่บ้านโนนหอมนี้
อพยพมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง เมื่อประมาณ 100 กว่าปีแล้ว
และยังรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาวภูไทไว้ ติดต่อการแสดงจัดพาแลง
(พาแลง หมายถึง การร่วมรับ ประทานอาหารเย็นกับชาวภูไท)
และการฟ้อนรำของชาวภูไทล่วงหน้าที่ ศูนย์สาธิตการตลาดบ้านโนนหอม
เลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ตำบลโนนหอม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
47000
ภาพรอยสลักผาสามพันปีที่ภูผายล ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านนาผาง
ตำบลกกปลาซิว ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 38 กิโลเมตร ภูผายลเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์
ในบริเวณนั้นมีภาพแกะ สลักบนหน้าผาหินเป็นรูปภาพต่าง ๆ
แสดงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ในชุมชนก่อนประวัติศาสตร์
ที่ใช้ของแข็งขูดขีดลง บนหน้าผา เช่น ภาพสัตว์ คน ไร่นา
เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีธรรมชาติ รอบข้างเป็นป่าเขาที่สวยงาม
การเดินทาง จากตัวอำเภอเต่างอยไป ตามเส้นทางสายอำเภอเต่างอย-ศรีวิชาไป
5 กิโลเมตร แวะเข้าสู่บ้านม่วง-นาอ่าง และเดินทางต่อผ่านบ้านโพนบก-โพนแพง
และบ้านนาผางตามลำดับ รวมระยะเส้นทางประมาณ 35 กิโลเมตร
ก่อนถึงภูผายล จากบ้านนาผางขึ้นไปจะเป็น ถนนลาดยางจนถึงหน้าผาหิน
และมีบันไดขึ้นสู่หน้าผายอดเขา ตามระยะทางสามารถแวะพักตามจุดชมวิว
ซึ่งมีก้อนหินทรายตั้งวางเป็นระยะ บางแห่งรูปคล้ายเพิงพัก
หรือแท่นที่นั่ง
พระธาตุภูเพ็ก ตั้งอยู่ที่ตำบลนาหัวบ่อ
บนเส้นทางหลวงสายสกลนคร-อุดรธานี ทางหลวงหมายเลข 22 ห่างจากตัวเมืองสกลนครไปประมาณ
22 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายไปอีก 14 กิโลเมตร ผู้ที่จะไปนมัสการพระธาตุ
ต้องเดินขึ้นบันไดประมาณ 491 ขั้น จะถึงองค์พระธาตุ ซึ่งสร้างอยู่บนยอดเขาภูพาน
องค์พระธาตุสร้างด้วยหินทราย อยู่บนฐานศิลาแลง มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม
ด้านหน้าเชื่อมต่อกับมณฑป รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้นที่
1 สูงประมาณ 1.58 เมตร ชั้นที่ 2 สูงประมาณ 0.70 เมตร
ตัวปราสาทสูง 7.67 เมตร ซึ่งยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ไม่มีหลังคา
และยอดปราสาท เพียงแต่ทำขื่อตั้งไว้เท่านั้น พระธาตุภูเพ็กสร้างขึ้น
ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 เพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู
ภายหลังดัดแปลงเป็นพุทธศาสน สถานและมีการยกเรื่องประวัติศาสตร์
การก่อสร้างไว้ในตำนานพระอุรังคธาตุ หรือตำนานพระธาตุพนม
ซึ่งกล่าวไว้ว่า พระธาตุภูเพ็กสร้างโดยกลุ่มผู้ชายเพื่อแข่งขัน
กับกลุ่มผู้หญิงซึ่งสร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวง เพื่อรอบรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า
แต่กลุ่มผู้ชายได้ยุติการสร้าง เมื่อเห็นดาวเพ็กบนท้องฟ้า
ซึ่งเป็นกลลวงของกลุ่มผู้หญิง ผู้สร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวง
ปราสาทหลังนี้จึงได้ชื่อว่า ปราสาทพระธาตุภูเพ็ก ตามชื่อดาว
"เพ็ก"
วัดถ้ำขาม หรือ ภูขาม ชาวบ้านมักเรียกว่า
ภูคำขาม อยู่ในเขตบ้านคำป่า ตั้งอยู่บนภูขาม ซึ่งเป็นเขาลูก
หนึ่งบนเทือกเขาภูพาน การเดินทาง ใช้เส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี
เส้นทางหลวงหมายเลข 22 ไปประมาณ 22 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้า
ทางเดียวกับพระธาตุภูเพ็กไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร ก่อนที่จะตรงขึ้นไป
พระธาตุภูเพ็กมีทางแยกขวาไปประมาณ 30 กิโลเมตร วัดถ้ำขามนี้เดิมเป็นที่ปฏิบัติธรรมของ
พระอาจารย์ฝั้นอาจาโร ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้จนถึงประมาณ
พ.ศ. 2507 ท่านอาพาธจึงได้ไปจำ พรรษาที่วัดป่าอุดมสมพร
นอกจากนี้ยังเป็นวัดหนึ่งที่เก็บอัฐิ ของพระอาจารย์เทศก์
เทศรังสี ซึ่งมีผู้คนยังเดินทางมา สักการะบูชาอยู่เป็นประจำ
พิพิธภัณฑ์อาจารย์ฝั้น อาจาโร ตั้งอยู่ที่วัดป่าอุดมสมพร
ตำบลพรรณานิคม ตามเส้นทางสกลนคร-อุดรธานี เส้นทางหลวงหมายเลข
22 จากสกลนครถึงอำเภอพรรณานิคมประมาณ 37 กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวขวาผ่าน
ตัวอำเภอพรรณานิคมไปประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะตัวพิพิธภัณฑ์
เป็นรูปเจดีย์ฐานกลมกลีบบัวสามชั้น ภายในมีรูปปั้นพระอาจารย์ฝั้นมีขนาดเท่ารูปจริง
ในท่านั่งห้อยเท้า และถือไม้เท้าไว้ในมือ มีตู้กระจกบรรจุอัฐิ
และแสดงเครื่องอัฐบริขาร ที่ท่านใช้เมื่อยามมีชีวิต รวมทั้งประวัติความเป็นมาตั้งแต่
เกิดจนมรณภาพ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร กำเนิดในสกุลสุวรรณรงค์
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2442 ที่ตำบลบ้านม่วงไข่
อำเภอพรรณานิคม และได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 19 ปี
ณ วัดโพนทอง จนอายุครบ 20 ปี จึงอุปสมบทในพุทธศาสนาฝ่ายมหานิกาย
ต่อมาได้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ติดตามพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
วัดคำประมง ตั้งอยู่ที่บ้านคำประมง
ตำบลสว่าง เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 22 สายสกลนคร-พรรณานิคมประมาณ
37 กิโลเมตร และเลี้ยวขวาไปทาง อำเภออากาศอำนวยอีกประมาณ
10 กิโลเมตร อาคารต่าง ๆ สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
วัดนี้เป็นที่วิปัสสนาของ พระครูสันติวรญาณ (หลวงปู่สิม
พุทธาโร) พระเกจิอาจารย์ชื่อดังรูปหนึ่งของไทย
เขื่อนน้ำอูน อยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน
ใช้เส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี เส้นทางหลวงหมายเลข 22 ก่อนถึงอำเภอพังโคน
ประมาณ 5 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้าถนนสายพังโคน-วาริชภูมิ
(ทางหลวงหมายเลข 227) เข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร รวมระยะทางจากจังหวัดประมาณ
57 กิโลเมตร เขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนดิน สร้างกั้นลำน้ำอูนซึ่งเป็น
สายหนึ่งของแม่น้ำสงคราม ซึ่งมีต้นน้ำมาจากเทือกเขาภูพาน
เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการชลประทาน บรรยากาศเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ
สภาพโดยทั่วไปเป็นอ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่ รายล้อมด้วยเทือกเขาภูพาน
และป่าไม้ที่สวยงาม บริเวณใกล้กับสันเขื่อนเป็นน้ำตก ขนาดเล็กที่เกิดจากการ
ระบายน้ำออกจากเขื่อน
ปราสาทบ้านพันนา ตั้งอยู่ที่บ้านพันนา
อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 70 กิโลเมตร ในเส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี
ลักษณะของปราสาทมียอดเดียว ฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า สร้างด้วยศิลาแลง
บริเวณใกล้กับตัวปราสาทมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลงเป็นชั้น
ๆ มีน้ำขังตลอดปี เชื่อว่าสร้างสมัยเดียวกับ ปราสาทพระธาตุภูเพ็ก
ปราสาทบางส่วนยังคงสภาพสมบูรณ์
พระธาตุศรีมงคล ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุศรีมงคล
ตำบลบ้านธาตุ ริมเส้นทางสายพังโคน-วาริชภูมิ ห่างจากที่ว่าการอำเภอวาริชภูมิ
200 เมตร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 65 กิโลเมตร ลักษณะเป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม
ยอดแหลม ตกแต่งด้วยศิลปกรรมยุคใหม่ ก่ออิฐถือปูนประดับด้วยลายปั้นดินเผา
บริเวณฐานเป็นพุทธประวัติ ของพระพุทธเจ้าสร้างด้วยดินเผา
ที่สร้างขึ้นครอบพระธาตุองค์เดิม ซึ่งเป็นศิลาแลงที่ชำรุด
นับเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมือง ของชาวอำเภอวาริชภูมิ การคมนาคมสะดวกรถยนต์
สามารถเข้าถึงบริเวณวัด
ถ้ำพระพุทธไสยาสน์ (ถ้ำพระทอง หรือภูผาทอง)
ตั้งอยู่ที่ตำบลค้อเขียว ห่างจากที่ว่าการอำเภอวาริชภูมิประมาณ
9 กิโลเมตร บริเวณถ้ำมีลักษณะนำเพิงหินมาดัดแปลง ก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นศาลาการเปรียญ
บริเวณใกล้ถ้ำมีหินธรรมชาติรูปร่างแปลก ๆ มากมาย
ภูอ่างศอ อยู่ที่ตำบลคำบ่อ ห่างจากศูนย์ราชการ
18 กิโลเมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบตั้งแค้มป์เป็นหมู่คณะ
โดยเฉพาะในฤดูหนาวนั้น มีความงามไม่แพ้ภูกระดึง
วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม หรือวัดถ้ำพวง และพิพิธภัณฑ์อาจารย์วัน
อุตตโม การเดินทาง ใช้เส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี
เส้นทางหลวงหมายเลข 22 ระยะทางประมาณ 84 กิโลเมตร ก็จะถึงอำเภอสว่างแดนดิน
เลี้ยวซ้ายผ่านอำเภอส่องดาวไปถึง วงเวียนอนุสาวรีย์พระเวสสันดร
ระยะทางอีกประมาณ 27 กิโลเมตร จากอนุสาวรีย์หากแยกขวา
จะไปวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม ตรงไปประมาณ 5 กิโลเมตร จะถึงพิพิธภัณฑ์
พระอุดม สังวรวิสุทธิ สร้างเป็นรูปทรงจตุรมุข 2 ชั้น ประดับด้วยหินอ่อนทั้งหลัง
ชั้นล่าง ตกแต่งเป็นห้องแสดงภาพวาดเกี่ยวกับประวัติของพระอาจารย์ตั้งแต่เกิด
ส่วน ชั้นบน มีรูปปั้นของท่านในท่านั่งขัดสมาธิ พร้อมเครื่องสักการะบูชาที่ตกแต่งสวยงาม
และตู้กระจกแสดงเครื่องอัฐบริขารของท่าน บริเวณใกล้เคียงกันมีถ้ำพวง
ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระมุจรินทร์องค์ใหญ่
อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก ครอบคลุมพื้นที่ในส่วนของอำเภอส่องดาว
อำเภอวาริชภูมิ อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร
อำเภอสามหมอ จังหวัดอุดรธานี และอำเภอสมเด็จ อำเภอคำม่วง
จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเนื้อที่ 261,875 ไร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน
ภูเขาที่สูงที่สุดคือ ภูอ่างสอ สภาพป่าเป็นป่าเต็งรัง
ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ไผ่หลายชนิด และสมุนไพรชนิดต่าง
ๆ สัตว์ป่าที่พบเห็นได้แก่ หมูป่า เก้ง กระจง นกชนิดต่าง
ๆ แหล่งท่องเที่ยวบนยอดภูผาเหล็ก โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาต่าง
ๆ หอส่องดาว สามารถใช้รถยนต์ขึ้นไปตามถนน รพช. จากที่ทำการอุทยานฯ
ถึงหอส่องดาวระยะทาง 5.5 กิโลเมตร และใช้เส้นทางเดินเท้าสู่จุดท่องเที่ยว
สถานที่พัก ทางอุทยานฯ มีบริการ บ้านพัก ไว้บริการนักท่องเที่ยว
และในกรณีที่นักท่องเที่ยว นำเต็นท์ไปเองเสียค่าพื้นที่
30 บาท/คน/คืน สอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก
บ้านท่าวัด ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร 47190
โทร. 0 1849 9546 หรือสอบถามข้อมูลที่พักเพิ่มเติมได้ที่
สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช
เขตบางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2561 2920-1 ต่อ 724-725, 0
2579 5734, 0 2579 7223 การเดินทาง ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอส่องดาว
จังหวัดสกลนคร คล้อยมาทางจังหวัดอุดรธานี เส้นทางที่สะดวกที่สุดที่จะเข้าสู่พื้นที่
คือ เริ่มจากจังหวัดอุดรธานี ใช้เส้นทางจังหวัดอุดรธานี-สกลนคร
มาตามเส้นทางหลวงหมายเลข 22 จนถึงทางแยกหลักกิโลเมตรที่
95 ให้เลี้ยวขวาไปตามถนน รพช. สายบ้านต้าย-ดอนส้มโฮง ถึงทางแยกบ้านโพนสว่าง
หลักกิโลเมตรที่ 17 ให้เลี้ยวขวาไปตามถนน รพช. สายบ้านโพนสว่าง-ภูผาเหล็ก
อีก 6 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานฯ
เขื่อนน้ำพุง อยู่เลยพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ไปประมาณ
30 กิโลเมตร จากตัวเมืองไปตามถนนสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ประมาณ
37 กิโลเมตร จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ ลักษณะเขื่อนเป็นเขื่อนแบบหินทิ้ง
แห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยาว 1,720 เมตร
สูง 40 เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าแจกจ่ายให้ประชาชนในเขตจังหวัดสกลนคร
และนครพนม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทำพิธีเปิดเขื่อนน้ำพุงเมื่อวันที่
14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 บรรยากาศภายในเขื่อนเงียบสงบ เย็นสบาย
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปู่มเหศักดิ์ และพิพิธภัณฑ์ไทยโส้
ตั้งอยู่บริเวณที่ว่าการอำเภอกุสุมาลย์ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ
40 กิโลเมตร อยู่ทางด้านขวามือ ตามเส้นทางสายสกลนคร-นครพนม
เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สักการะบูชาของชาวไทยโส้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่สถิต
ของเทพซึ่งช่วยคุ้มครองชาวไทยโส้ ในพิพิธภัณฑ์เป็นที่เก็บสิ่งของเครื่องใช้
ของชาวไทยโส้ซึ่งอพยพมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง มีแผ่นป้ายเขียนข้อความภาษาของชาวไทย
โส้เปรียบเทียบกับภาษาไทย ให้เห็นถึงความแตกต่างของตัวอักษร
และสำเนียงการออกเสียง
อุทยานแห่งชาติภูผายล ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน
มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอโคกศรีสุพรรณ
อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม และอำเภอดงหลวง
อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร มีพื้นที่ประมาณ 825 ตารางกิโลเมตร
หรือ 517,850 ไร่ เป็นอุทยานฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 สภาพป่าทั่วไปเป็นที่ราบสูง
สลับกับเทือกเขาหินทราย สภาพป่าประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ
ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา พรรณไม้ที่พบ ได้แก่
ไม้ตะเคียน ตะแบก กะบก สัตว์ป่าที่พบได้แก่ เก้ง กวาง
หมาไน เป็นต้น
สถานที่พัก ทางอุทยานฯ มีบริการ บ้านพัก พักได้ 10 คน
ราคา 1,200 บาท/คืน เต็นท์ พักได้ 2 คน ราคา 400 บาท/คืน
และในกรณีที่นักท่องเที่ยวนำเต็นท์ ไปเองเสียค่าพื้นที่
30 บาท/คน/คืน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติภูผายล
อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร 47260 โทร. 0 4298 1057 หรือสอบถามข้อมูลที่พักเพิ่มเติมได้ที่
สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช
เขตบางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2561 2920-1 ต่อ 724-725, 0
2579 5734, 0 2579 7223 การเดินทาง จากอำเภอเมืองสกลนครเดินทาง ไปตามทางหลวงสายสกลนคร-นาแก
ประมาณ 14 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 12 กิโลเมตร
ก็จะถึงอำเภอเต่างอย และเดินทางต่อไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร
ก็จะถึงที่ทำการอุทยานฯ หรือใช้เส้นทางสายสกลนคร-กาฬสินธุ์
ไปประมาณ 5 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2339
ไปอุทยานฯ อีกประมาณ 35 กิโลเมตร |