ปัตตานีเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลตะวันออก
ของภาคใต้ติดกับทะเลจีนใต้ หรืออ่าวไทย มีพื้นที่ประมาณ
1,940.356 ตารางกิโลเมตร มีแม่น้ำที่สำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำตานี
และ แม่น้ำสายบุรี
ในอดีตจังหวัดปัตตานีเป็นจังหวัด ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากเคยมีฐานะ
เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรลังกาสุกะ ซึ่งเป็นรัฐอิสระของชาวไทยพุทธ
ในพุทธศตวรรษที่ 7 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสงขลา
ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รัฐ กลันตัน กับรัฐตรังกานูในมาเลเซีย
ปัจจุบันยังมีซากเมืองเก่าของปัตตานีในยุค นั้นปรากฏให้เห็นที่อำเภอยะรังในปัจจุบัน
และจากการที่มีพื้นที่เป็นป่าเขา และมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลเป็นระยะ
ทางยาวประมาณ 170 กิโลเมตร จึงเป็นเมืองท่าที่สำคัญและเป็นศูนย์กลาง
การปกครอง การค้า และวัฒนธรรม มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวหลายด้าน
ทั้งด้านธรรมชาติ โบราณสถานทางประวัติศาสตร์และด้านประเพณีวัฒนธรรม
ปัตตานีแบ่งการปกครองออกเป็น 12 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปัตตานี
ยะรัง หนองจิก โคกโพธิ์ ยะหริ่ง ปะนาเระ มายอ สายบุรี
กะพ้อ ไม้แก่น ทุ่งยางแดง และแม่ลาน
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดสงขลา
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอ่าวไทย
การเดินทาง
รถยนต์ ปัตตานีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ
1,055 กิโลเมตร สามารถใช้เส้นทางหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ)
ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร แล้วแยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข
4 จนถึงจังหวัดชุมพร รวมระยะทางประมาณ 460 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อโดยใช้ทางหลวงหมายเลข
41 หรือ 42 ผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา
ผ่านปากน้ำเทพา เข้าสู่จังหวัดปัตตานี รวมระยะทางประมาณ
505 กิโลเมตร
รถไฟ จากสถานีรถไฟหัวลำโพง มีขบวนรถด่วนและรถเร็วบริการถึงสถานีปัตตานี(โคกโพธิ์)
ทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่หน่วยบริการเดินทาง โทร.
1690, 0 2223 7010, 0 2223 7020 www.railway.co.th
จากสถานีปัตตานี จะมีรถโดยสารประจำทางและรถแท๊กซี่บริการ
ระหว่างอำเภอ โคกโพธิ์-อำเภอเมือง ระยะทางประมาณ 29 กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารธรรมดา
และรถโดยสารปรับอากาศ ของ บริษัท ขนส่ง จำกัด ออกจากสถานีขนส่งสายใต้
ถนนบรมราชชนนีไปจังหวัดปัตตานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โทร. 0 2435 1119 , 0 2434 5557-8 www.transport.co.th
เครื่องบิน บมจ.การบินไทย ไม่มีเที่ยวบินตรงไปจังหวัดปัตตานี
นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการได้โดยลงที่หาดใหญ่ (บมจ.การบินไทย
มีบริการรถรับส่งระหว่างสนามบินหาดใหญ่-ปัตตานี ไป-กลับ
ทุกวันๆ ละ 2 เที่ยว โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า)
หรือนักท่องเที่ยวสามารถต่อรถโดยสาร ประจำทางหรือรถแท๊กซี่จาก
หาดใหญ่ไปปัตตานีได้ ระยะทางประมาณ 104 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ
1.30 ชั่วโมง สอบถามเที่ยวบิน ได้ที่ บมจ.การบินไทย โทร.
1566 , 0 2280 0060 , 0 2628 2000 สำนักงานปัตตานี โทร.
0 7333 5938 www.thaiairways.com
ระยะทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอต่างๆ
อำเภอหนองจิก 8 กิโลเมตร
อำเภอยะหริ่ง 14 กิโลเมตร
อำเภอยะรัง 15 กิโลเมตร
อำเภอโคกโพธิ์ 26 กิโลเมตร
อำเภอมายอ 29 กิโลเมตร
อำเภอปะนาเระ 43 กิโลเมตร
อำเภอสายบุรี 50 กิโลเมตร
อำเภอทุ่งยางแดง 45 กิโลเมตร
อำเภอแม่ลาน 30 กิโลเมตร
อำเภอไม้แก่น 65 กิโลเมตร
อำเภอกะพ้อ 68 กิโลเมตร
ระยะทางจากจังหวัดปัตตานีไปยังจังหวัดใกล้เคียง
ยะลา 35 กิโลเมตร
นราธิวาส 92 กิโลเมตร
สงขลา 99 กิโลเมตร
แหล่งท่องเที่ยว
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ตั้งอยู่ที่ตำบลรูสะมิแล
อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นสวนสาธารณะที่จัดสร้างขึ้น
บริเวณริมทะเลสาบแม่น้ำปัตตานีฝั่งซ้าย ไปจนติดกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เป็นสวนป่าชายเลนที่ตกแต่งด้วย ไม้ดอกไม้ประดับทิวทัศน์สวยงาม
ร่มรื่นจึงมีผู้นิยมไปพักผ่อนกันมาก
สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา ตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาเขตปัตตานี ภายในพิพิธภัณฑ์เแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
1. พิพิธภัณฑ์พระเทพญาณโมลี ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติ
ผลงานและสิ่งของเครื่องใช้ของพระธรรมโมลี พระพุทธรูป เทวรูปปางต่างๆ
พระพิมพ์ พระเครื่อง โบราณวัตถุที่สำคัญ เครื่องถ้วยจีน
เครื่องถ้วยยุโรป เครื่องถ้วยไทย-จีน เหรียญที่ระลึก เงินตราและธนบัตรต่างๆ
เป็นต้น
2. พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา จัดแสดงเรื่องราวให้ความรู้ และให้การศึกษาเฉพาะเรื่อง
แบ่งเป็นส่วนๆ ได้แก่ เรื่องเรือนไทยมุสลิม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เครื่องมือและเครื่องใช้พื้นบ้าน ศิลปการแสดงพื้นบ้าน
โบราณวัตถุประเภทเครื่องมือเครื่องใช้ ของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์
และจากแหล่งชุมชนสมัยแรกเริ่ม ประวัติศาสตร์เมืองโบราณยะรัง
เครื่องถ้วย ความเชื่อพื้นถิ่นและเทคโนโลยี
การเข้าชมเปิดวันจันทร์-ศุกร์ ระหว่างเวลา 09.00-11.30
น. และ 13.00-16.00 เว้นวันหยุดราชการ โดยไม่เก็บค่าเข้าชม
สำหรับการเข้าชมเป็นหมู่คณะ หรือต้องการวิทยากรนำชมสามารถ ติดต่อล่วงหน้าได้ที่
งานบริการทางการศึกษา สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อำเภอเมือง
จังหวัดปัตตานี 94000 โทร. 0 7331 3930-50 ต่อ 1472 ,
1473 ,1476 และ 0 7333 1250 โทรสาร 0 7333 1250
มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ที่ถนนยะรัง
เส้นทางยะรัง-ปัตตานี ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ซึ่งสร้างในปี
พ.ศ. 2497 ใช้เวลาดำเนินการสร้างประมาณ 9 ปี และทำพิธีเปิดโดยจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2506 เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการประกอบ
ศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก
มีรูปทรงคล้ายกับทัชมาฮาลของอินเดีย ตรงกลางอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่
และมีโดมบริวาร 4 ทิศ มีหอคอยอยู่สองข้าง บริเวณด้านหน้ามัสยิดมีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่
ภายในมัสยิดมีลักษณะเป็นห้องโถง มีระเบียงสองข้างภายในห้องโถงด้าน
ในมีบัลลังก์ทรงสูงและแคบ
ศาลหลักเมือง ตั้งอยู่บริเวณสนามศักดิ์เสนีย์
ในโรงเรียนเบญจมราชูทิศจังหวัดปัตตานี ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด
ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำปัตตานี สร้างเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม
พ.ศ. 2494 สมัยพระยารัตนภักดีเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
ศาลหลักเมืองแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะ ของชาวเมืองปัตตานีและนักท่องเที่ยว
จะพากันไปสักการะเพื่อความ เป็นสิริมงคลเสมอ
มัสยิดกรือเซะ ตั้งอยู่ริมถนนสายปัตตานี-นราธิวาสหรือทางหลวงแผ่นดินสาย
42 บริเวณบ้านกรือเซะ ห่างจากตัวเมืองปัตตานีประมาณ 7
กิโลเมตร ลักษณะการก่อสร้างมัสยิดแห่งนี้ เป็นแบบเสากลมก่ออิฐปูน
แบบศิลปะทางตะวันออกกลาง ส่วนที่สำคัญที่สุดคือหลังคาโดม
ซึ่งยังสร้างไม่แล้วเสร็จมัสยิดเก่าแห่งนี้ มีตำนานเล่าว่าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
สาปแช่งไว้ไม่ให้สร้างเสร็จ บริเวณใกล้เคียงนั้นมีฮวงซุ้ย
หรือที่ฝังศพเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมัสยิด แห่งนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้น
สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ.2121-2136)
สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ตั้งอยู่ที่บ้านกรือเซะ
ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 42 (ปัตตานี-นราธิวาส)
ใกล้กับมัสยิดกรือเซะ มีตำนานเล่าว่าลิ้มกอเหนี่ยว ได้ลงเรือสำเภามาตามพี่ชาย
ชื่อลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งมาแต่งงานกับธิดาพระยาตานี และได้เปลี่ยนมานับถือศาสน
าอิสลามกลับประเทศจีนไม่สำเร็จ จึงได้ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์
ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงได้ฝังศพลิ้มกอเหนี่ยวไว้ที่นี่ ต่อมาชาวปัตตานี
นำต้นไม้ที่ลิ้มกอเหนี่ยวผูกคอ ตายมาแกะเป็นรูปบูชาแ ละสร้างศาลเจ้าขึ้น
ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือ ศาลเจ้าเล่งจูเกียง
ตั้งอยู่ที่ถนนอาเนาะรู เป็นศาลที่ประดิษฐานรูปแกะสลัก
ของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว พระหมอ เจ้าแม่ทับทิม ในวันขึ้น
15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปีจะมีงานประเพณีแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ไปตามถนนสายต่างๆ ภายในตัวเมืองปัตตานีทำ พิธีลุยไฟบริเวณหน้าศาล
เจ้าเล่งจูเกียง ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำตานีบริเวณสะพานเดชานุชิต
ในงานนี้มีผู้ที่เคารพศรัทธามา ร่วมงานเป็นจำนวนมากทุกปี
หาดตะโละกาโปร์ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานี
ตามทางหลวงหมายเลข 42 (ปัตตานี-นราธิวาส) เลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอยะหริ่ง
ข้ามคลองยามูตามสะพาน คอนกรีตขนาดใหญ่ ผ่านพื้นที่สวนป่าชายเล
นและหมู่บ้านไปจนถึงทางแยกเข้าสู่หาด รวมระยะทางประมาณ
18 กิโลเมตร หาดตะโละกาโปร์เป็นหาด ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดปัตตานี
เคยประกวดแหล่งท่องเที่ยว 5 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ได้ที่
2 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ประจำปี 2529 หาดตะโละกาโปร์เป็นหาดทราย
ขาวสะอาดขนานกับชายฝั่งทะเล มีเรือกอและของชาวประมงจอดอยู่เป็นจำนวนมาก
หาดทรายแห่งนี้งอกยาวออกไปเรื่อยๆ เพราะเกิดจากกระแสน้ำพัดเอาตะกอนทราย
มาทับถมพอกพูน เหมาะแก่การไปนั่งพักผ่อน ชมความสวยงาม
มีทิวสนและต้นมะพร้าว ให้ความร่มรื่นสวยงาม
แหลมตาชี หรือ แหลมโพธิ์ เป็นหาดทรายขาวต่อจากหาดตะโละกาโปร์
เกิดจากการก่อตัวของสันทราย ที่ยื่นออกไปในทะเลในลักษณะ
สันดอนจะงอย (Sand Spit) ไปในทะเลอ่าวไทยทางทิศเหนือ มีภูมิทัศน์ที่สวยงามเหมาะ
เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ การเดินทางไปแหลมตาชีไปได้ 2 ทาง
คือ ทางน้ำ นั่งเรือจากปากแม่น้ำปัตตานี ตรงไปยังแหลมตาชีเลย
ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ หรือ นั่งเรือจากท่าด่านอำเภอยะหริ่ง
ออกมาตามคลองยามู จนถึงทะเลในไปจนถึงแหลมตาชี ทางบก จากอำเภอยะหริ่ง
ข้ามคลองยามูมาตามสะพานไม้ มีถนนตัดเข้าไปประมาณ 10 กิโลเมตร
จนถึงปลายแหลมตาชี
มัสยิดบ้านดาโต๊ะหรือมัสยิดดาโต๊ะ ตั้งอยู่หมู่ที่
4 บ้านดาโต๊ะ ตำบลแหลมโพธิ์ ห่างจากที่ว่าการอำเภอยะหริ่งประมาณ
10 กิโลเมตร เส้นทางเดียวกับทางไปหาดตะโละกาโปร์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ
ในประวัติศาสตร์ด้านศาสนา ซึ่งกรมศิลปากรได้ทำการสำรวจ
และขึ้นทะเบียนโบราณ สถานไว้แล้วเมื่อปี พ.ศ. 2478
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนยะหริ่ง
ตั้งอยู่บริเวณริมคลองยามู ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอยะหริ่ง
อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าชายเลน ยะหริ่ง มีพื้นที่โครงการรวม
500 ไร่ ศูนย์ฯ นี้มีทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน เป็นสะพานที่สร้างด้วยไม้ตะเคียนทอง
(Hopea Odorata) เป็นระยะทางยาวโดยรอบ 1,250 เมตร ตลอดเส้นทางเดินโดยรอบ
จะเห็นกลุ่มไม้ในสังคมป่าชายเลน ทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม
ไม้เถาและไม้พื้นล่าง ซึ่งพันธุ์ไม้แต่ละชนิดมีความสามารถ
ขึ้นอยู่ได้ในบริเวณที่มีลักษณะแตกต่างกัน โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ร
ะหว่างระดับน้ำทะเลต่ำสุด และระดับน้ำทะเลสูงสุดเช่น กลุ่มไม้ถั่วขาว
กลุ่มไม้ตะบูนดำ กลุ่มไม้ตาตุ่มทะเล ฝาดดอกขาว เหงือกปลาหมอดอกขาว
เป็นต้น ตามเส้นทางจะมีระเบียงพัก และมีซุ้มสื่อความหมายอธิบายเกี่ยวกับป่าชายเลน
พร้อมมีรูปภาพประกอบและยังมี สะพานทางเดินไม้ยกระดับ ศาลาพักผ่อน
และหอชมนก เพื่อชมทัศนียภาพเหนือยอด ของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนซึ่งหอนี้มี
ความสูงถึง 13 เมตร
นอกเหนือจาก การเดินศึกษาป่าชายเลนตามเส้นทางเดิน แล้วยังมีการล่องเรือชมป่าชายเลน ซึ่งจัดเป็นกิจกรรมหนึ่งของศูนย์ฯ
นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือ ชมธรรมชาติป่าชายเลนตาม ลำคลองน้อยใหญ่ซึ่งแบ่งเป็น
3 สายคือคลองบางปู คลองกลาง คลองกอและ ตลอดสองฝั่งคลองจะเห็นป่า ชายเลนที่สมบูรณ์
ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ นกนานาชนิด วิถีชีวิตของชาวบ้านกับป่าชายเลน และความสวยงามของสวนป่าโกงกาง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานป่าไม้เขตปัตตานี
โทร. 0 733 49146 ต่อ 4146
หาดปะนาเระ อยู่ห่างจากตัวอำเภอปะนาเระประมาณ
3 กิโลเมตร ใช้เส้นทางเดียวกับหาดตะโละกาโปร์ เป็นหมู่บ้านชาวประมงหลายร้อยหลังคาเรือน
บนหาดทรายมีเรือกอและ และเรือประมงนานาชนิดจอดเรียง รายอยู่ทั่วทั้งหาด
หาดทรายไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ เพราะเป็นหมู่บ้านชาว ประมงและที่จอดเรือ
หาดชลาลัย ห่างจากที่ว่าการ อำเภอปะนาเระประมาณ
2 กิโลเมตร ไปตามถนนสายปัตตานี-นราธิวาส เลี้ยวซ้ายเข้าสู่อำเภอปะนาเระ
และแยกเข้าสู่ชายหาด จุดเด่นของหาดแห่งนี้อยู่ที่บึงน้ำขนาด
ใหญ่ใกล้บริเวณทิวสน ซึ่งให้บรรยากาศที่สงบร่มรื่นเหมาะ
แก่การท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ
หาดมะรวด อยู่ถัดจากหาดชลาลัยไปประมาณ
2 กิโลเมตร การเดินทางเช่นเดียวกับ ทางไปหาดชลาลัยแต่ไปต่อจนถึงทาง
แยกจากถนนปะนาเระ-สายบุรี และเลี้ยวซ้ายไปสู่หาด ลักษณะเด่นของหาดมะรวดได้แก่
ภูเขาหินที่มีขนาดเล็กตั้งซ้อน ทับกันอยู่ดูแปลกตา และมีทางเดินทอดยาว
ให้ขึ้นไปเดินเล่นบนยอดเขาได้อีกด้วย
หาดราชรักษ์ เป็นหาดทราย ต่อเนื่องกับหาดชลาลัย
หาดมะรวดและหาดแฆแฆ โดยอยู่ถัดจากหาดมะรวดไปเพียง 1 กิโลเมตร
และอยู่ก่อนถึงหาดแฆแฆประมาณ 2 กิโลเมตร การเดินทางใช้ทางเดียวกับที่ไปหาดชลาลัย
และหาดมะรวด ลักษณะเด่นของหาดราชรักษ์ คือเป็นหาดทรายกว้างล้อมร
อบด้วยโขดหิน และหุบเขาเตี้ยๆ บนเนินเขา นับได้ว่าเป็นสถานที่ชมทิวทัศน์ที่
สวยงามอีกแห่งหนึ่ง
หาดแฆแฆ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ
43 กิโลเมตร คำว่า " แฆแฆ "เป็นภาษามลายูท้องถิ่น
(ภาษายาวี) มีความหมายว่า อึกทึกครึกโครม อยู่ในท้องที่ตำบลน้ำบ่อ
ตั้งอยู่ห่างจากหาดราชรักษ์ประมาณ 2 กิโลเมตร จุดเด่นของหาดแฆแฆคือ
เป็นชายหาดที่มีโขดหิน แกรนิตขนาดใหญ่ ลักษณะแปลกตาสวยงาม
บนเนินเขามีศาลาพักผ่อน และเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวย แห่งหนึ่งของอำเภอปะนาเระ
ตลาดนัดปาลัส อยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีประมาณ
30 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 42 เข้าสู่อำเภอปะนาเระ
ในช่วงเวลาเช้าของทุกวันพุธและวันอาทิตย์ จะมีตลาดนัดริมทาง
ซึ่งชาวไทยมุสลิมจะแต่งกาย แบบพื้นเมืองโพกศีรษะด้วยผ้าบาติก
สีฉูดฉาดเดินซื้อของในตลาด เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นชีวิตชนบทข
องชาวไทยมุสลิมที่มีบรรยากาศ เมืองใต้อย่างแท้จริง
หาดวาสุกรี (ชายหาดบ้านปาตาตีมอ) อยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีประมาณ
52กิโลเมตร และห่างจากตัว อำเภอสายบุรีประมาณ 2 กิโลเมตร
อยู่ในเขตเทศบาลตำบลตะลุบัน การเดินทางจากตัวเมืองปัตตานี
ใช้เส้นทางหลวงสายปัตตานี-นราธิวาส หรืออาจเลือกเดินทางผ่านหาด
แฆแฆไปจนถึงอำเภอสายบุรี หรือเลี้ยวซ้ายตรงทางแยก เข้าสู่อำเภอสายบุรีโดยตรงก็ได้
ลักษณะของหาดทรายเป็นแนว ยาวขนานไปกับทิวสน นอกจากนี้ยังมีบังกะโลให้บริการอีกด้วย
บ้านปะเสยะวอ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปะเสยะวอ
เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการต่อเรือ กอและ ซึ่งเป็นเรือประมงของ
ชาวปัตตานีและนราธิวาส มีลักษณะเป็นเรือหัวแหลมท้ายแหลม
ระบายสีสันงดงาม การเดินทางไปตามเส้นทาง เดียวกับทางที่ไปหาดแฆแฆ
แล้วเดินทางต่อไปตามถนนเลียบ ชายทะเลไปจนถึงบ้านปะเสยะวอ
เรือกอและของชาวบ้านปะเสยะ วอมีทั้งขนาดใหญ่ที่เป็นเรือประมงจริงๆ
และขนาดเล็กที่จำลองขึ้นเพื่อเป็นของที่ระลึก ฝีมือการต่อเรือกอและที่นี่ได้รับการยอมรับ
ว่าประณีตงดงามด้วยลวดลาย ที่ผสมกลมกลืนกันระหว่าง ศิลปะไทยและมุสลิม
นอกจากนี้บ้านปะเสยะวอยังมีชื่อเสียง ในการทำน้ำบูดูรสดีอีกด้วย
เขาฤาษี ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลมายอ
ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 3 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นโขดหิน
ธรรมชาติ มีบ่อน้ำก่อด้วยอิฐกว้าง 2 ศอก ลึกประมาณ 5 ศอก
ถือว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทางราชการเคยนำไปใช้
ในพิธีราชาภิเษกหลายรัชกาล และได้สร้างโบสถ์ครอบ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไว้
บนเขาฤาษีนี้ในปัจจุบันเป็นที่ตั้ง ของวัดเขาฤาษีแปลงสาสน์
เป็นที่เคารพบูชาของชาวปัตตานี และจังหวัดใกล้เคียง
เมืองโบราณยะรัง เป็นชุมชนสมัยแรกเริ่ม
ประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่ง หนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย
และเชื่อว่าเป็นที่ตั้ง อาณาจักรโบราณที่มีชื่อว่า "ลังกาสุกะ"
หรือ "ลังยาเสียว" ตามที่มีหลักฐานปรากฎในเอกสารของจีน
ชวา มลายู และอาหรับ ลักษณะของเมืองโบราณยะรัง สันนิษฐานว่า
มีผังเมืองเป็นรูปวงรีขนาดใหญ่ ในพื้นที่ประมาณ 9 ตารางกิโลเมตร
เป็นเมืองที่มีการสร้างทับซ้อนกันถึง 3 เมือง ขยายตัวเชื่อมต่อกัน
ประกอบไปด้วย
- เมืองโบราณบ้านวัด มีศูนย์กลางเป็นลานจัตุรัสกลางเมือง
ล้อมรอบด้วยคูน้ำและมีซากเนินดินโบราณ สถานกระจายอยู่โดยรอบกว่า
25 แห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางทิศตะวันตก และทางทิศเหนือใน บริเวณพื้นที่บ้านจาเละ
- เมืองโบราณบ้านจาเละ มีศูนย์กลางอยู่ที่สระน้ำ โอบล้อมด้วยคูเมืองรูปสี่เหลี่ยม ถัดจากกลุ่มโบราณสถานบ้าน วัดขึ้นไปทางทิศเหนือ ประมาณ
1 กิโลเมตร
- เมืองโบราณบ้านปราแว เป็นเมืองคูน้ำ คันดินขนาดเล็กที่มีผังเมือง เป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่ามีป้อมดินทั้ง
4 มุมเมือง และมีคลองส่งน้ำต่อเชื่อมกับคูเมืองโบราณ บ้านจาเละสี่มุมเมืองด้านทิศเหนือทั้ง
2 ด้าน
นอกจากร่องรอยของคูน้ำ คันดินคูเมืองโบราณทั้ง 3 แห่งแล้วภายในกลุ่มเมืองโบราณนี้
ยังปรากฎซากโบราณสถานเนินดิน กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปไม่น้อยกว่า
30 แห่ง การเดินทางไปสู่แหล่ง เมืองโบราณสามารถใช้เส้นทางสิโรรส
(ทางหลวงหมายเลข 410 ) จากจังหวัดปัตตานีลงไป ทางจังหวัดยะลาประมาณ
15 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายมือสายยะรัง-มายอ (ทางหลวงหมายเลข
4061) ประมาณ 1.2 กิโลเมตร เข้าสู่เขตเมืองโบราณ และเลี้ยวซ้ายขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ
400 เมตร ถึงเขตโบราณสถานบ้านจาเละ นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าชม เป็นหมู่คณะสามารถติดต่อ ได้ที่หัวหน้าโครงการขุดแต่ง และบูรณะโบราณสถานเมืองยะรัง
จังหวัดปัตตานี ในวันและเวลาราชการ โทร. 0 7343 9093
วัดมุจลินทวาปีวิหาร ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ
10 กิโลเมตร ริมเส้นทางหลวงสายปัตตานี-โคกโพธิ์ ในเขตสุขาภิบาลอำเภอหนองจิก
เป็นวัดเก่าแก่สร้างเมื่อพระยาวิเชียร ภักดีศรีสงครามย้ายที่ว่าการ
อำเภอหนองจิกจากที่เก่า มาอยู่ที่ตำบลตุยง เมื่อ พ.ศ.
2388 เดิมมีชื่อว่า วัด ตุยง ต่อมาพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ
ประพาสเมืองหนองจิก และมีพระราชศรัทธาบริจาค เงินเพื่อก่อสร้างพระอุโบสถ
และทรงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดมุจลินทวาปีวิหาร"
ปัจจุบันเป็นอารามหลวงและมี การบูรณะพระอุโบสถให้อยู่
ในสภาพที่มั่นคงสวยงาม จุดเด่นของวัดคือวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน
รูปเหมือนของอดีตเจ้าอาวาส 3 องค์ โดยเฉพาะพระราชพุทธ
รังษีหรือหลวงพ่อดำ เจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ซึ่งประชาชนที่เคยได้ยิน
คุณความดีของหลวงพ่อ ต่างเลื่อมใสศรัทธาเดินทาง มานมัสการสักการะบูชาอยู่เสมอ
หาดรัชดาภิเษก ตั้งอยู่ที่บ้านสายหมอ
ตำบลสายหมอ ห่างจากตัวจังหวัดปัตตานีประมาณ 15 กิโลเมตรหรือห่างจากที่ว่าการอำเภอหนองจิกประมาณ
2 กิโลเมตร มีทางแยกเข้าระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ชายหาดร่มรื่นด้วยทิว
สนเหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน
พลับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 7 ห่างจากตัวเมืองปัตตานีประมาณ
26 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 42 ตั้งอยู่ในบริเวณที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์
เป็นศาลาทรงไทยที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับเมื่อ ครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 7 เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคา เมื่อ พ.ศ. 2472
ศูนย์ฝึกอาชีพ (วัดช้างให้) ตั้งอยู่ระหว่างตำบลทุ่งเพลา-ตำบลนาประดู่
เป็นศูนย์การแสดง และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ศิลปาชีพ เช่น ผ้าบาติก
เรือกอและจำลอง เซรามิก เป็นต้น การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข
42 (ปัตตานี - โคกโพธิ์) ผ่านสามแยกนาเกตุ ตรงไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข
409 (ปัตตานี - ยะลา) ผ่านเทศบาลนาประดู่
วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม ตั้งอยู่ที่บ้านป่าไร่
ตำบลทุ่งพลา ริมทางรถไฟสายหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ระหว่างสถานีนาประดู่กับสถานีป่าไร่
ห่างจากตัวเมืองประมาณ 31 กิโลเมตร การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงสาย
42 (ปัตตานี-โคกโพธิ์) ผ่านสามแยกนาเกตุ ตรงไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข
409 (ปัตตานี-ยะลา) ผ่านชุมชนเทศบาลนา ประดู่และศูนย์ฝึกอาชีพ
(วัดช้างให้) ไปจนถึงทางแยกเพื่อเข้าสู่ วัดช้างให้อีกประมาณ
700 เมตร วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมากว่า 300
ปีมาแล้ว แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้สร้าง ภายในวิหารมีรูปปั้น
หลวงปู่ทวดเท่าองค์จริงประดิษฐานอยู่ นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมของสถูป
เจดีย์ มณฑป อุโบสถ และหอระฆัง ที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง
หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ เป็นผู้มีความสามารถ
ในการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และด้านเวทมนตร์คาถาต่างๆ
เล่ากันว่าท่านได้แสดงอิทธิ ปาฏิหารย์เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน
เช่นครั้งที่ท่านเดินทางไป กรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสำเภา
ระหว่างทางเกิดพายุ จนกระทั่งข้าวปลาและอาหาร ตลอดจนน้ำดื่มตกลงทะเลไป
ลูกเรือรู้สึกกระหายน้ำมาก หลวงปู่ทวดจึงได้แสดง อภินิหารหย่อนเท้าลงไปในทะเล
ปรากฏว่าน้ำในบริเวณนั้นได้กลาย เป็นน้ำจืด และดื่มกินได้
ตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงของท่านก็ขจรขจายไปทั่ว และต่อมาหลวงปู่ทวดได้มรณภาพ
ที่ประเทศมาเลเซีย แล้วได้นำพระศพกลับมาที่วัดช้างให้
งานประจำปีในการสรงน้ำอัฐิ หลวงปู่ทวดวัดช้างให้คือ แรม
1 ค่ำ เดือน 5 วัดช้างให้เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00
- 17.00 น.
อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ตั้งอยู่ที่ตำบลทรายขาว
ครอบคลุมพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คือ ปัตตานี
ยะลาและสงขลา มีพื้นที่ประมาณ 68,750 ไร่ สภาพพื้นที่เป็นป่าดิบชื้น
จึงอุดมไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด และประกอบด้วยน้ำตกต่างๆ
เช่น
น้ำตกทรายขาว ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลทรายขาว
เป็นน้ำตกที่ตก จากหน้าผาสูงประมาณ 40 เมตร แล้วไหลลงไปตามลำธาร
ลดหลั่นเป็นชั้นๆเกิดเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข
409 สายปัตตานี - ยะลา ประมาณ 28 กิโลเมตร ถึงสามแยกตำบลนาประดู่
จากนั้นใช้เส้นทางนาประดู่-ทรายขาว ประมาณ 7 กิโลเมตร
ก็จะถึงน้ำตกทรายขาว บริเวณน้ำตกมีเจ้าหน้าที่ คอยอำนวยความสะดวก
แก่นักท่องเที่ยวรวมทั้งมีบริการบ้านพัก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมป่าไม้
บางเขน โทร. 0 2579 5734, 0 2579 7223
น้ำตกโผงโผง ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลปากล่อ
การเดินทางใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 42 (ปัตตานี-ยะลา) และต่อด้วยทางหลวงหมายเลข
409 สายปัตตานี-ยะลา ถึงบ้านปากล่อ เลี้ยวขวาไปตามทางลาดยาง
อีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็ถึงตัวน้ำตก น้ำตกโผงโผงเป็นน้ำตก
ที่ไหลลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได จำนวน 7 ชั้น จากที่ราบชั้นล่างสุดมีแอ่ง
น้ำตกขนาดใหญ่มองขึ้น ไปยังผาน้ำตกชั้นบน จะมองเห็นน้ำตกไหลลงมาเป็น
สายน้ำคดเคี้ยวตามหน้าผา และโขดหินพื้นที่บริเวณสองข้างลำธาร
และบริเวณที่ใกล้น้ำตกมีความ ร่มรื่นถูกปกคลุมด้วยพันธุ์ไม้
นานาชนิดสภาพร่มรื่นเย็นสบาย เหมาะแก่การพักผ่อน
น้ำตกอรัญวาริน ตั้งอยู่หมู่ที่ 4
ตำบลทุ่งพลา การเดินทางใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 409 สายปัตตานี-ยะลา
ถึงทางแยกขวามือตรงปากทางเข้าวัดห้วยเงาะ อีกประมาณ 6
กิโลเมตร ก็ถึงตัวน้ำตก รวมระยะทางห่างจากตัวจังหวัดประมาณ
30 กิโลเมตร น้ำตกอรัญวารินเป็นน้ำตกในเทือกเขาสันกาลาคีรี
ลักษณะน้ำตกแบ่งออกเป็นชั้นๆ รวม 7 ชั้น แต่ละชั้นห่างกันประมาณ
300-500 เมตร ซึ่งในแต่ละชั้นมีลักษณะความสวยงาม แตกต่างกันออกไป
หาดทราย ชายบึงบ้านละเวง จากตัวเมืองไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข
42 (ปัตตานี-นราธิวาส ) เป็นระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร
ทางแยกเข้าอำเภอไม้แก่นอยู่ทางซ้ายมือ เมื่อข้ามสะพานกอตอไปประมาณ
8 กิโลเมตร ก็จะถึงหาดทราย ชายบึงบ้านละเวง มีสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ
งดงามแปลกตาแก่ผู้ที่พบเห็น ลักษณะของหาดทรายแห่งนี้ คือ
มีบึงขนาดใหญ่เคียงข้างหาดทรายขาวสะอาด ให้บรรยากาศแตกต่างจากหาดทรายอื่น
นอกจากนี้บริเวณนั้นยังมีศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ (กลุ่มทอผ้าบ้านละเวง)
นักท่องเที่ยวสามารถไปดูการทอผ้าฝ้าย และยังมีโครงการทดลอง
เลี้ยงปลาน้ำกร่อยอีกด้วย
หาดบางสาย ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลไทรทอง
ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 74 กิโลเมตร ลักษณะเป็นหาดทรายชายทะเลยาวประมาณ
5 กิโลเมตร
หาดป่าไหม้ ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลไทรทอง
เป็นหาดทรายต่อจากหาดบางสาย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทาง
ไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี |