เมืองโบราณดงละคร ตั้งอยู่ที่ตำบลดงละคร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๙ กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๗๖ เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ ๖.๓ กิโลเมตร ผ่านวัดเจดีย์ทอง และเลี้ยวไปทางเดียวกับวัดดงละคร แต่เดิมเรียกกันว่า เมืองลับแล เป็นสถานที่ตั้งเมืองโบราณ สมัยทวารวดีและขอม เนินดินดงละคร หรือดงใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ ๖ ตารางกิโลเมตร ภายในมีเมืองโบราณ หรือดงเล็ก ลักษณะเป็นรูปไข่ อยู่ค่อนไปทางทิศตะวันตกของเนินดิน มีคันดินเป็นกำแพง ๒ ชั้นชาวบ้านเรียกกันว่า สันคูเมือง และมีคูน้ำล้อมรอบ ลักษณะเดียวกับเมืองโบราณทั่วไป ในสมัยทวารวดี ภายในเมืองน่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ของชนชั้นปกครอง ส่วนประชาชนทั่วไป น่าจะกระจายอยู่ในบริเวณที่ลุ่มรอบเมือง ความรุ่งเรืองที่เด่นชัดแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกเริ่มพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ เป็นวัฒนธรรมแบบทวารวดี ช่วงที่สองราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ เป็นวัฒนธรรมขอม และวัฒนธรรมก่อนอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ชาวบ้านดงละคร คงจะอพยพไปตั้งถิ่นฐาน ตามลำน้ำสายหลักในจังหวัดนครนายก สันนิษฐานว่า น่าจะมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับเมืองศรีมโหสถ ที่จังหวัดปราจีนบุรี เพราะเมืองทั้งสองอยู่ห่างกันเพียง ๕๕ กิโลเมตร โบราณวัตถุที่ค้นพบบริเวณโบราณสถาน ได้แก่ เศษภาชนะดินเผา ภาชนะเคลือบสีฟ้า ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน เบี้ยดินเผา แผ่นตะกั่ว ตุ้มหูสำริด แผ่นทองคำ เศียรพระพุทธรูปกะไหล่ทอง สถูปศิลาแลง แหวนสำริด กำไลสำริด เป็นต้น สำหรับตำนานเมืองนั้นเล่ากันว่า เมืองนี้เคยเป็นเมืองของราชินีขอม ซึ่งเป็นที่รโหฐานผู้อื่นไม่สามารถเข้าออกได้ง่ายนัก ประกอบกับลักษณะของบริเวณเมือง มีต้นไม้สูงขึ้นอยู่ทั่วไป ใครเข้าไปแล้วอาจหาทางออกไม่ได้ จะต้องวนเวียนอยู่ในดงนั้นเอง และวันโกนวันพระจะได้ยินเสียง กระจับปี่ ซอ ปี่พาทย์ มโหรีขับกล่อมคล้าย ๆ กับมีการเล่นละครในวัง ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า ดงละคร หรืออีกนัยหนึ่งคำว่า ดงละคร นั้นอาจเพี้ยนมาจากดงนคร กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘