มหาสารคาม เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ที่มีบรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ และเป็นศูนย์กลางทางด้านการศึกษา
ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้ชื่อว่าเป็น "ตักศิลาแห่งอีสาน"
เนื่องจากมีสถาบันการศึกษาอยู่มากมายหลายแห่ง อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ
ประมาณ 475 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 5,291 ตารางกิโลเมตร
แบ่งการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ และ 2 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมืองมหาสารคาม
กันทรวิชัย โกสุมพิสัย วาปีปทุม บรบือ พยัคฆภูมิพิสัย
นาเชือก เชียงยืน นาดูน แกดำ ยางสีสุราช กิ่งอำเภอกุดรังและกิ่งอำเภอชื่นชม
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับจังหวัดกาฬสินธุ์
ทิศใต้ ติดกับจังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์
ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดร้อยเอ็ด
ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดขอนแก่น
การเดินทาง
รถยนต์ จากกรุงเทพฯเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข
1 (พหลโยธิน) แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ที่จังหวัดสระบุรี
ผ่านจังหวัดนครราชสีมา (ทางหลวงหมายเลข 226) เข้าจังหวัดบุรีรัมย์(ทางหลวงหมายเลข
219) ผ่านอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย
อำเภอบรบือ เข้าสู่จังหวัดมหาสารคาม รวมระยะทางประมาณ
475 กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด
มีรถโดยสารประจำทางทั้งรถธรรมดา และรถปรับอากาศบริการวันละหลายเที่ยว
รายละเอียดสอบถามได้ที่สถานีเดิน รถสายตะวันออกเฉียงเหนือ
หมอชิต 2 โทร. 0 2936 2852-66 สำหรับบริษัทเดินรถเอกชนที่วิ่งบริการ
ไปจังหวัดมหาสารคามคือ มงคลทัวร์ โทร. 0 4371 1072 กรุงเทพฯ
โทร. 0 2936 3638-9 www.transport.co.th
สำหรับผู้ที่เดินทางโดยรถไฟ หรือเครื่องบิน จะต้องลงที่จังหวัดขอนแก่น
แล้วต่อรถยนต์มาจังหวัดมหาสารคามอีกประมาณ 72 กิโลเมตร
ระยะทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอและกิ่งอำเภอต่างๆ
อำเภอกันทรวิชัย 18 กิโลเมตร
อำเภอบรบือ 26 กิโลเมตร
อำเภอโกสุมพิสัย 28 กิโลเมตร
อำเภอแกดำ 28 กิโลเมตร
อำเภอวาปีปทุม 40 กิโลเมตร
อำเภอเชียงยืน 55 กิโลเมตร
อำเภอนาเชือก 58 กิโลเมตร
อำเภอนาดูน 64 กิโลเมตร
อำเภอยางสีสุราช 70 กิโลเมตร
อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย 82 กิโลเมตร
กิ่งอำเภอกุดรัง 70 กิโลเมตร
กิ่งอำเภอชื่นชม 40 กิโลเมตร
แหล่งท่องเที่ยว
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน ตั้งอยู่ในบริเวณสถาบันราชภัฏมหาสารคาม
ภาพแสดงความเป็นมาของศิลปะอีสาน ตลอดจนศิลปหัตถกรรม เช่น
การทอผ้า ลายผ้าต่างๆ นอกจากนั้นก็มีวรรณคดีอีสาน ประเภทใบลานซึ่งหาชมได้ยาก
นอกจากนั้นยังมี ภาพสไลด์ เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีของ
ชาวอีสานให้ชมด้วย
พิพิธภัณฑ์วัดมหาชัย ตั้งอยู่ในตัวเมืองมหาสารคาม
เป็นสถานที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุของภาคอีสาน เช่น ใบเสมาหิน
พระพุทธรูปในสมัยโบราณ บานประตู คันทวยแกะสลักอายุประมาณ
100-200 ปี นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บรวบรวมวรรณคดีภาคอีสาน
และพระธรรม ใบลาน อยู่เป็นจำนวนมาก
สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามซึ่งได้จัดนิทรรศการ
แบบถาวรไว้ให้ชม เปิดให้ชมในวันและเวลาราชการ ปิดวันเสาร์-อาทิตย์
(หากติดต่อล่วงหน้าสถาบันฯ ก็ยินดีเปิดให้ชมเป็นพิเศษ)
ผู้เข้าชมจะได้ความรู้เกี่ยวกับ ศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน
ความเป็นมาของการทอผ้า การประยุกต์ผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นเมือง
เครื่องจักสานและงานไม้ งานหล่อโลหะ การพัฒนาเครื่องปั้นดินเผา
เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องมือจับสัตว์ เครื่องดนตรี
วรรณกรรม จารึกภาษาโบราณ รวมทั้งผลงานศิลปะร่วมสมัยของนิสิต
นักศึกษา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (043)
721686
แก่งเลิงจาน เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
ภายในบริเวณเป็นที่ตั้งของสถานีประมง ทำการเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้หลายจังหวัด
ในภาคอีสาน อยู่ด้านหลังของ สถาบันราชภัฏมหาสารคาม ห่างจากตัวเมืองประมาณ
3 กิโลเมตร บริเวณโดยรอบของแก่งเลิงจาน มีทิวทัศน์สวยงาม
ในวันหยุดประชาชนนิยมไปพักผ่อนกันมาก
หมู่บ้านปั้นหม้อ ตั้งอยู่ที่ตำบลเขวา
ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงสาย 208 (มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด)
ประมาณ 4 กิโลเมตร และแยกซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร
เป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพปั้นหม้อดินเผา ซึ่งชาวอีสานใช้เป็นหม้อน้ำ
หม้อแกง กรรมวิธีทำยังเป็นแบบโบราณดั้งเดิม
กู่มหาธาตุ (ปรางค์กู่บ้านเขวา) ตั้งอยู่ที่บ้านเขวา
ตำบลเขวา ห่างจากตัวเมืองไปตามถนนแจ้งสนิท 13 กิโลเมตร
เป็นโบราณสถานที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ทำด้วยศิลาแลงเป็นรูปกระโจมสี่เหลี่ยม
สูงจากพื้นดินถึงยอด 4 วา กว้าง 2 วา 2 ศอก ภายในปราสาทมีเทวรูปทำด้วยดินเผา
2 องค์ นั่งขัดสมาธิ ประนมมือ ถือสังข์ มีกำแพงทำด้วยศิลาแลงล้อมรอบ
โคปุระอยู่แนวด้านทิศตะวันออกเป็นทางเข้า ออกภายในกำแพงเพียงด้านเดียว
บรรณาลัยอยู่ภายในกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีทางเข้าในปรางค์ประธานเพียงด้านเดียว
คือ ทิศตะวันออก ส่วนอีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอก กรอบประตูและทับหลังเป็นหินทราย
กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งเรียบร้อยแล้ว
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ตั้งอยู่ถนนหน้าโรงเรียนหลักเมืองมหาสารคาม
สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2408 เมื่อท้าวมหาชัย เจ้าเมืองมหาสารคามคนแรกได้รวบรวม
ไพร่พลจากร้อยเอ็ดมาตั้งเมืองใหม่ได้สร้างหลักเมือง และอัญเชิญเจ้าพ่อหลักเมือง
มาประทับเพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมือง นับเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ชาวจังหวัดมหาสารคาม
ให้ความเคารพนับถือกันมาก
อุทยานมัจฉาโขงกุดหวาย อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ
10 กิโลเมตร อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดและต้นไม้
หลายชนิด เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป
กู่สันตรัตน์ เป็นปราสาทหินที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่
7 เป็นศิลปะขอมสมัย บายน อายุระหว่าง พ.ศ. 1700 - 1750
ตัวปราสาทสร้างด้วยศิลาแลงเป็นแท่งสี่ เหลี่ยมเหมือนกู่มหาธาตุ
และมีทับหลังประตูมุขหน้าจำหลักลายงดงามน่าดู ตั้งอยู่ที่ตำบลกู่สันตรัตน์
อำเภอนาดูน การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 2040 ผ่านอำเภอแกดำ
อำเภอวาปีปทุม เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหมายเลข 2045 (เข้าอำเภอนาดูน)
ประมาณ 1 กิโลเมตร จะอยู่ทางขวามือ
พระธาตุนาดูน พุทธมณฑลแห่งอีสาน ตั้งอยู่ที่บ้านนาดูน
เขตอำเภอนาดูน เป็นเขตที่มีการขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์
โบราณคดีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต เพราะบริเวณนี้ได้เคยเป็นที่ตั้งของนครจำปาศรีมาก่อน
โบราณวัตถุต่างๆ ที่ค้นพบได้นำไปแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดขอนแก่น
และที่สำคัญยิ่งก็คือการขุดพบสถูปบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุบรรจุในตลับทองคำ
เงิน และสำริด ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่
13 -15 สมัยทวาราวดี รัฐบาลจึงอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง
พระธาตุนาดูนขึ้นในเนื้อที่ 902 ไร่ โดยบริเวณรอบๆ จะมีพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม
สวนรุกขชาติ สวนสมุนไพร ซึ่งตกแต่งให้เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา
การเดินทางจากตัวเมืองมหาสารคาม โดยใช้เส้นทางหมายเลข
2040 ผ่านอำเภอแกดำ อำเภอวาปีปทุม แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข
2045 ถึงอำเภอนาดูน ทางลาดยางตลอด ห่างจากตัวเมืองประมาณ
65 กิโลเมตร
สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช อยู่ทางทิศตะวันออกของพระธาตุนาดูน
เป็นสถานที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ อนุรักษ์ ขยาย
และปรับปรุงพันธุ์ไม้ในภาคอีสาน ภายในสถาบันฯ จะมีอุทยานลานไผ่
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ และพิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน ซึ่งแต่ละแห่งมีความสนใจเป็นอย่างมาก
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 4379 70488
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นป่าธรรมชาติ
มีน้ำไหลเฉพาะที่ตลอดเวลาหรือที่เรียกว่าป่าน้ำซับ นอกจากนั้นยังมีพืชและสัตว์ที่ไม่ค่อยพบ
ในที่อื่นๆและหายากเช่น ต้นลำพัน,เห็ดลาบ,ปลาคอกั้ง,งูขา
และปูทูลกระหม่อม หรือปูแป้งเป็นปูน้ำจืดที่สวยที่สุดในโลก
ตัวขนาดใหญ่กว่าปูนา ลำตัวมีหลายสี เช่นม่วง,ส้ม,เหลืองและขาว
และจะพบเฉพาะที่ป่าดูนลำพันแห่งนี้เท่านั้น
พระพุทธรูปยืนมงคล เป็นพระพุทธรูปคู่เมืองมหาสารคาม
อยู่ที่ตำบลคันธารราษฎร์ บนทางหลวงหมายเลข 213 ห่างจากตัวเมืองประมาณ
14 กิโลเมตร เป็นพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี สร้างขึ้นด้วยหินทรายแดง
เหมือนพระพุทธมิ่งเมือง เชื่อกันว่าอำเภอกันทรวิชัยฝนแล้ง
ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายจึงสร้าง พระพุทธรูปมิ่งเมือง และผู้หญิงสร้างพระพุทธรูปยืนมงคลขึ้นเพื่อขอฝน
แล้วเสร็จพร้อมกันจึงจัดงานฉลองอย่างมโหฬาร นับแต่นั้นมาฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล
ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่ท้องที่นี้เป็นอันมาก
พระพุทธรูปมิ่งเมือง หรือพระพุทธรูปสุวรรณมาลี
สร้างด้วยหินทรายแดง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สมัยทวาราวดี
ที่ชาวมหาสารคามนับถือกันมาก ประดิษฐานที่วัดสุวรรณาวาส
ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข
213 (มหาสารคาม-กาฬสินธุ์) ห่างจากตัวเมืองประมาณ 14 กิโลเมตรเศษ
(อยู่ทางด้านซ้ายมือ)
หมู่บ้านหัตถกรรมบ้านหนองเขื่อนช้าง
หมู่ที่ 7 ตำบลท่าสองคอน เป็นหมู่บ้านทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย
ทำหมอนขิต นักท่องเที่ยวสามารถแวะ ชมซื้อสินค้าที่ระลึกแห่งนี้ได้
การเดินทางจากตัวเมืองไปตามเส้นทาง สายมหาสารคาม-โกสุมพิสัย
ประมาณ 12 กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายระหว่างกิโลเมตรที่ 47-48
ไปตามทางลาดยางหมายเลข 1027 สู่บ้านโนนตาล เข้าไปอีก 2
กิโลเมตร จึงจะถึงหมู่บ้านหนองเขื่อนช้าง
บ้านแพง ตำบลแพง เป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพการทอเสื่อกก
เป็นอาชีพเสริมอีกอาชีพหนึ่ง การเดินทางจากตัวเมืองใช้เส้นทางหมายเลข
208 (มหาสารคาม-โกสุมพิสัย) เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทางโกสุมพิสัย-ขอนแก่น
ระหว่างกิโลเมตรที่ 20-21 ห่างจากอำเภอโกสุมพิสัย 9 กิโลเมตร
และห่างจากตัวเมืองประมาณ 38 กิโลเมตร
วนอุทยานโกสัมพี ตั้งอยู่ที่ตำบลหัวขวาง
ริมฝั่งแม่น้ำชี จากตัวเมืองใช้เส้นทางหมายเลข 208 ประมาณ
28 กิโลเมตร ถึงสี่แยกโกสุมพิสัย ตรงเข้าทางลาดยาง 450
เมตร วนอุทยานโกสุมพิสัย มีเนื้อที่กว้าง 125 ไร่ ประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่
1 ตุลาคม 2519 ลักษณะเป็นสวนป่ามีต้นไม้หลายชนิด เช่น
ต้นยางขนาดใหญ่ ต้นตะแบก ต้นกระทุ่ม ฯลฯ แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมติดต่อกัน
มีหนองน้ำธรรมชาติทัศนียภาพร่มรื่น วนอุทยานนี้เป็นที่อาศัยของนกต่างๆ
และลิงจำนวนมาก
บึงบอน ตั้งอยู่ที่ ตำบลหัวขวาง ซึ่งอยู่ถัดจากวนอุทยานโกสัมพีไปประมาณ
100 เมตร บึงบอนเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ 120 ไร่
และมีถนนรอบบึงซึ่งได้รับงบพัฒนาฯ จาก ททท. โดยมีความกว้าง
5 เมตร ยาว 2,689 เมตร นับว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งหนึ่ง
การเดินทางสามารถใช้เส้นทาง เดียวกันกับวนอุทยานโกสัมพี |